
เผยตรึงราคาแอลพีจีส่งผลกระทบวงกว้างหวั่นทำตลาดบิดเบือน
เผยผลศึกษานโยบายควบคุมราคาแอลพีจีส่งผลกระทบวงกว้างทั้งผู้ใช้น้ำมัน-โรงกลั่น หวั่นทำตลาดบิดเบือนมีการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องดันนำเข้าพุ่งพรวด
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “ตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลว นโยบายราคาและแนวทางเลือกของประเทศไทย” โดยผลการศึกษาพบว่าการดำเนินนโยบายการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) อย่างต่อเนื่อง ทำให้พฤติกรรมการใช้พลังงานบิดเบือน ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อผู้ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โรงกลั่นน้ำมันและประเทศชาติ ส่งผลให้ปริมาณการใช้แอลพีจีเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ทำให้ไทยต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้น โดยในปี 2552 มีการนำเข้า 7.38 แสนตัน เพิ่มขึ้น 71% และคาดว่าปีนี้อาจนำเข้ามากกว่า 1.33 ล้านตัน หรือมีมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านบาท
"โครงสร้างการใช้พลังงานดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันเบนซินน้ำมันดีเซล ที่ต้องรับภาระในการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อนำไปชดเชยภาระการนำเข้าแอลพีจี ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตแอลพีจีในประเทศ โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันยังต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคาและไม่เคยได้รับการชดเชยจากรัฐ แต่ต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจากการที่รัฐควบคุมราคาขาย ณ โรงกลั่นไปแล้วกว่า 50,148 ล้านบาท ซึ่ง 1 ใน 3 ของมูลค่าที่สูญเสียไปควรเป็นภาษี อีกทั้งยังมีปัญหาการลักลอบนำแอลพีจีบรรจุถังไปขายในประเทศเพื่อนบ้านด้วย" นายพรายพลกล่าว



