ข่าว

"กรุงไทย-ใบโพธิ์"ขึ้นดอกเบี้ยเน้นเพิ่มเงินฝากลดส่วนต่าง-ธปท.เชื่อไม่ฉุดธุรกิจ

"กรุงไทย-ใบโพธิ์"ขึ้นดอกเบี้ยเน้นเพิ่มเงินฝากลดส่วนต่าง-ธปท.เชื่อไม่ฉุดธุรกิจ

15 ก.ค. 2553

สองแบงก์ใหญ่นำร่องขึ้นดอกเบี้ย "กรุงไทย" ขึ้นทั้งสองขา แต่เพิ่มเงินฝากมากกว่า ส่วนใบโพธิ์ยั้งมือขึ้นแค่ดอกเบี้ยเงินฝาก สนองนโยบายลดส่วนต่างให้แคบลงและหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้าน ธปท.มั่นใจไม่กระทบต่อธุรกิจ

 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะปรับขึ้นมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งอาจจะทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารแคบลง แต่จะช่วยดูแลลูกค้าสินเชื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ธนาคารจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทขึ้นในอัตรา 0.25-0.35% ต่อปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับขึ้นเพียง 0.125-0.150% ต่อปีเท่านั้น

 นอกจากนี้ธนาคารจะออกเงินฝากประจำ 39 เดือน และตั๋วแลกเงินอายุ 39 เดือน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.00% ต่อปี และ 3.30% ต่อปี เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ฝากเงินอีกด้วย

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประจำทุกประเภทในอัตรา 0.1-0.55% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยด้านเงินฝากเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม เพื่อเป็นการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และตอบรับกับนโยบายการเงินของทางการ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการออมของประชาชน

 นายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ส่งออก ธนาคารจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมทุกประเภทไว้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2553 แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี

 ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.นั้น ไม่น่าจะมีผลต่อภาคธุรกิจมากนัก เพราะแม้ดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่ำมากมาอยู่ในระดับที่ต่ำ ขณะที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ห่วงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยมากนัก แต่ห่วงในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้มากกว่า

 “ความจริงแล้วต้นทุนดอกเบี้ยอาจไม่ใช่ต้นทุนที่สำคัญที่สุดของภาคธุรกิจ และการปรับอัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะสมดุลก็จะเป็นการช่วยดูแลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพในระยะต่อไปด้วย” นายบัณฑิต กล่าว

 ส่วนกรณีที่มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้ปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากขึ้นตามในทันทีนั้น ถือเป็นเรื่องปกติเพราะก่อนหน้านี้ ธปท.ก็ได้ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมานานพอสมควรแล้ว ดังนั้นการปรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จึงถือเป็นการปรับในทิศทางที่ตอบสนองต่อดอกเบี้ยนโยบาย และ ธปท.เองก็มองว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวได้ในระดับที่ค่อนข้างดี ความจำเป็นต่อการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำจึงน้อยลงตามไปด้วย