
กสม.จัดสัมมนาฉุกเฉินพงศ์เทพอัดคุกคามสิทธิและสื่อ
กสม.จัดสัมมนา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พงศ์เทพ เทพกาญจนา อัดคุกคามสิทธิ และสื่อ ด้านรัฐบาลยันต้องคงไว้เพราะไฟยังไม่มอด นักวิชาการชี้ควรมีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ห้องประชุมประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดสัมมนา เรื่อง “ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับสิทธิในสังคมไทย” โดยมีผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช กสม. ในฐานะประธานอนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ และประธานมูลนิธิ บ้านเลขที่ 111 นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ
นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เราจะเห็นได้ว่ากฎหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องใช้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาในการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างมาก อีกทั้งระยะเวลาการใช้ประกาศดังกล่าวนั้นต้องใช้ในช่วงที่มีระยะเวลาจำกัด ไม่ได้ใช้ไปเรื่อยๆ จน 2-3 ปี เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงบนายกรัฐมนตรีก็ควรประกาศยกเลิกโดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้ยืดเยื้อหรือพยายามบิดเบือนการบริหารประเทศโดยปกติ เพราะการกระทำเช่นนั้นจะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน
นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ในระยะเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินและประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำให้ต้องมีกฎและข้อบังคับที่ประชาชนต้องพึ่งปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็น ห้ามออกจากเคหะสถานตามเวลาที่กำหนด การจำกัดผู้ที่มาชุมนุมห้ามเกินห้าคนและการห้ามการเสนอข่าว ซึ่งในกรณีของการห้ามเสนอข่าว รัฐบาลก็ได้สั่งปิดหนังสือพิมพ์ไป 4 ฉบับ ทั้งที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลหรือนายกฯสามารถปิดสื่อได้ แต่กฎหมายห้ามแค่เพียงนำเสนอข่าวที่สร้างความขัดแย้งและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเมื่อสื่อแห่งนั้นเลิกเสนอข่าวที่ขัดกับกฎหมายก็สามารถดำเนินการเสนอข่าวได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามการรัฐบาลปฏิบัติเช่นนั้นถือเป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า สำหรับในกรณีที่มีประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง โดยให้อำนาจเจ้าหน้าของรัฐสามารถจับกุมและควบคุมผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนได้เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกควบคุมไปหลายคน ไม่ว่าจะเป็น นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายสมยศ พฤษาเกษมสุข และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แม้กระทั่ง นายวสันต์ สายรัศมี อาสาสมัครกู้ภัยที่เห็นเหตุการณ์วัดปทุมวนาราม ก็ถูกศอฉ.เรียกให้ไปรายงานตัว แทนที่จะเชิญตัวไปสอบถามถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน รวมทั้งที่มีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินกับบุคคลที่ศอฉ.อ้างว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มนปช. แทนที่ผู้ที่สั่งการจะเป็นนายกฯ เพราะในกฎหมายได้ให้อำนาจนายกฯเป็นผู้ออกคำสั่งเพียงผู้เดียว แต่กลับเป็นพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ที่ออกคำสั่งดังกล่าวแทน อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ตนคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นตัวอย่างมาแล้ว อาทิ เหตุการณ์ในช่วงเดือนพ.ค. ที่มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
ด้านนายศุภชัย กล่าว ในฐานะที่เราทำหน้าที่ในฐานะรัฐ ก็มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยดูแลคือ กฎหมาย ในส่วนของพ.ร.ก.ฉุกเฉินการประกาศใช้ในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาไม่ใช่การประกาศใช้ครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเคยประกาศใช้มาแล้วในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา จ.ชลบุรี ที่กลุ่มนปช.บุกเข้าไปภายในโรงแรมที่จัดการประชุม แต่ก็ได้ประกาศยกเลิกในวันต่อมา ก่อนที่จะประกาศใช้ในพื้นที่กทม.อีกครั้ง ซึ่งในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในหลายๆครั้ง ทำให้เห็นว่า ไม่มีใครได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ดังกล่าว
“การชุมนุมและสถานการณ์ที่ผ่านมา เราพยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ประกอบกับขณะนี้ไฟก็ยังไม่มอด ทำให้รัฐบาลก็ยังต้องคงการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 19 จังหวัดอยู่ รวมทั้งตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่มีความสงบ ซึ่งหากยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขบวนการใต้ดินก็จะโผล่ขึ้นมาเคลื่อนไหวอีกและรัฐจะทำอะไรไม่ได้ หากไม่คงการประกาศกฎหมายนี้ไว้ โดยตอนนี้จังหวัดที่ไม่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เริ่มมีกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวแล้ว จนทำให้นายกฯไม่สามารถที่จะเดินทางไหนได้ เพราะไปที่ไหนก็ไม่มีความปลอดภัย” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลยังคงประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ไม่ได้ต้องการที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ แต่ที่ต้องทำเช่นนั้น เพื่อต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่ต้องการให้กลุ่มบุคคลใดออกมาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ขณะที่ นายพรสันต์ กล่าวว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่ได้รับการรับรองและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล และรัฐไม่มีสิทธิเข้ามาจำกัด แต่บางครั้งกฎหมายจะเปิดช่องให้รัฐเข้ามาจำกัดได้ โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.เป็นสิทธิเสรีภาพประเภทที่สามารถจำกัดได้ 2.ต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและพวกพ้อง 3.ต้องไม่เกินกว่าเหตุ ซึ่งลักษณะเด่นของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ ใช้แก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่มีความฉุกเฉิน
นายพรสันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับพ.ร.ก.ฉุกเฉินถือว่ามีปัญหาในแง่ของตัวกฎหมาย รวมทั้งการที่จะประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ก็ควรมีองค์กรที่จะตรวจสอบการประกาศใช้ เพื่อที่จะได้ไม่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการใช้กฎหมายและไม่มีการใช้กฎหมายที่เกินกว่าเหตุ อาทิ มาตรา 4 ในพ.ร.ก.ดังกล่าว ในคำนิยามที่ว่า สถานการณ์ฉุกเฉิน ถือว่ามีความกำกวมไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นคำที่มีความหมายกว้าง อีกทั้งถ้าประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน
นายพรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ต้องมีการถกเถียงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ตนคิดว่า ควรมีการควบคุมอำนาจของฝ่ายบริหารก่อนและหลังที่มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว รวมทั้งควรมอบหมายองค์กรที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาข้อเท็จจริงของสถานการณ์ว่า ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินจริงหรือไม่ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งในต่างประเทศหากจะมีการประกาศใช้กฎหมายในลักษณะเช่นนี้ ก็จะนำเข้าที่ประชุมสภาก่อนที่จะมีการประกาศใช้ เพื่อเป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร



