
บอร์ดปฏิรูปหนุนยาแรงหมอประเวศแก้เหลื่อมล้ำ
บอร์ดปฏิรูป หนุน ยาแรง หมอประเวศ ฉีดแก้เหลื่อมล้ำ เผย อานันท์ ย้ำ สังคมคาดหวัง ให้เร่งทำงาน พรุ่งนี้( 15 ก.ค.)เสนอแผนพร้อมลงมือทำทันที คณิตเดินหน้าปรองดอง ดึง แดง-เหลืองร่วมเสวนายุติขัดแย้ง กลาโหมอาสาจัดเวที คณิตรับงานยาก-หนักสุด หาความจริง
(15ก.ค.) นายบัณฑร อ่อนดำ นักพัฒนาชุมชน กรรมการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยว่า กรรมการทุกคนเข้าใจดีว่าสังคมมีความคาดหวังสูงมาก โดยนายอานันท์ ปันยารชุน ได้ย้ำกับกรรมการว่าให้พยายามเร่งทำงานเพื่อตอบสนองความคาดหวังของสังคมจึงมีการกำหนดแผน 6 เดือนและ 1 ปี ซึ่งการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้กรรมการแต่ละคนได้แสดงทัศนะต่อการปฏิรูปของตนอย่างกว้างขวางแล้วในการประชุมนัดหน้า( 16 ก.ค.)กรรมการแต่ละคนจะต้องทำแผนของตัวเองเพื่อนำไปสู่การวางแผนปฎิบัติการ( action plan )ร่วมกันซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าเป็นอย่างมาก
“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับยาแรงที่คณะกรรมการปฏิรูปของหมอประเวศจะฉีดให้กับสังคม ทั้งปัญหาหนี้สิน ที่ดิน การกระจายอำนาจ ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็วทั้งสิ้น ” นายบัณฑร กล่าว
“คณิต”เดินหน้าปรองดองดึง“แดง-เหลือง”ร่วมเสวนายุติขัดแย้ง
เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ การก้าวข้ามวิกฤติชาติ และการปฏิรูปประเทศไทย ” โดยมีการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประพันธ์ คูณมี รักษาการผู้อำนวยการพรรคการเมืองใหม่ รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.พลางกูร กล้าหาญ ผู้ทรงคุณวุฒิกองบัญชาการกองทัพไทย และ นางอรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล ผู้สื่อข่าวอาวุโส องค์การสื่อสารมวลชนแห่งชาติไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีวัตถุประสงค์ พเอให้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่ายให้ร่วมคิดถึงการก้าวข้ามความรู้สึกขัดแย้งที่เกิดขึ้น และหันมาร่วมกันสร้างพลังสามัคคีให้เกิดขึ้นในคนไทยทุกหมู่เหล่า เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติ โดยมีนายทหารระดับสูงภายในกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
นายคณิต ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาเคยทำหน้าที่ในการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันมาแล้ว 2 ครั้ง แต่การเข้ามาเป็นประธาน คอป.ครั้งนี้ หนักใจ และยากที่สุดในชีวิต ซึ่งการดำเนินการมี 3 ด้าน คือพยายามรวบรวมหลักฐานหาความจริงทั้งหมด 2.เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วจะนำไปสู่การป้องกัน 3. เป้าหมายที่ต้องการและค้นหาความจริงต่อไป ทั้งผ่านมาตนพยายามได้เดินสายไปพบปลัดกระทรวงกลาโหม นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตร ซึ่งทุกฝ่ายอยากเห็นความสงบ สันติสุขในประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า คอป. ฝ่ายเดียวคงทำไม่สำเร็จ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน และคณะกรรมการชุดนี้จะเริ่มดำเนินการภายในสัปดาห์หน้า โดยจะยึดหลักการเสียสละ และอาศัยสื่อสาธารณะเป็นตัวตั้งในการทำงาน
นายคณิต กล่าวด้วยว่า การทำงานของคณะกรรมการ คอป. ที่ยังไม่เป็นทางการ ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้ง ซึ่งคิดว่า สัปดาห์นี้น่าจะเสร็จ ทั้งนี้ทุกคนที่เข้ามาต้องเสียสละทั้งสิ้น เราทำงานแบบอาศัยแจ้งให้สาธารณะได้รับทราบถึงความคืบหน้าเป็นระยะๆ รายงานของ คอป. จะทำในเชิงบวก ซึ่งคนในสังคมมักจะมองในทางลบ เหมือนกับกรณีการดำเนินการทางวินัยก็จะคิดแต่จะลงโทษ โดยไม่มีวินัยในการเสริมสร้าง และเมื่อเรามีมาตรการต่างๆแล้วก็จะดำเนินไปสู่การปรองดอง ซึ่งเรียกว่า ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ อย่างไรก็ตามหากนายกรัฐมนตรีได้มีการลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เราจะเริ่มการทำงานโดยอาศัยหลักความยุติธรรมเกี่ยวข้องกับสุขภาวะของมนุษย์เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อน
ด้านนายปลอดประสพ กล่าวว่า คนเสื้อแดงเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่ออกมาเคลื่อนไหวในภาคประชาชน เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่มาตามครรลองของประชาธิปไตย ทั้งนี้พรรคมีจุดยืน 5 ข้อ คือ 1.ขอยืนยันในความจงรักภักดี 2.ประชาชนเสื้อแดงมักมาจากลุ่มคนระดับล่าง ซึ่งพรรคเน้นดูแลกลุ่มคนระดับนี้ เนื่องจากจะเป็นฐานในการสร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศ 4.เน้นการค้าเสรี สร้างโอกาสให้คน 5.ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารในการแก้ไขปัญหา เพราะเมื่อเกิดการพลาดพลั้งแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงตามมา เพราะทหารไม่ได้ถูกฝึกให้มาปราบปรามประชาชน ไม่ได้ถูกฝึกให้มีความอดทนกับเหตุการณ์ความวุ่นวายของฝูงชน
“ผมอยากจะฝากว่าในการแก้ไขปัญหาครั้งต่อไป ไม่ควรทำแบบนี้ แต่ควรคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้อีกจะทำอย่างไรกับคนกลุ่มใหญ่ การแก้ไขปัญหาแบบนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเราสูญเสียประชาชนไปเยอะมากในประวัติศาสตร์ ทหารควรเข้าใจประชาชน เพราะทหารต้องพึ่งประชาชน หากต่อไปถ้าประชาชนของประเทศไม่มาเป็นทหารเกณฑ์แล้วจะทำอย่างไร ดังนั้นอะไรที่ทำแล้วกระทบความรู้สึกประชาชนทหารควรหลีกเลี่ยง แม้การชุมนุม 2 จุดของคนเสื้อแดงอาจจะสร้างผลกระทบมาก แต่การใช้ทหารมาปราบปราม การใช้อาวุธยิงประชาชนทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า และเหตุผลในการยิงประชาชนยังไม่กระจ่าง ส่วนความเสียหายจากการเผา บางแห่งชัดเจนว่า ใครทำ แต่บางแห่งยังคลุมเครือ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่มาเรียกร้องประชาธิปไตย มาถามหาความเท่าเทียม ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันเรามี 2 มาตรฐานจริงๆ ประชาชนจึงไม่ยอมรับที่มาของรัฐบาล หากไม่มีอะไรแอบแฝงขอให้รัฐบาลยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และทำประชาพิจารณ์เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เราปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยเราต้องเชื่อประชาชน ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลบอกว่าจะเลือกตั้งใหม่ แต่ผ่านไป 1-2 เดือนก็ยังไม่ทำอะไร ” นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าวว่า พรรคเราระวังในเรื่องระหว่างทีท่าของพรรคกับการแสดงออกของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนเสื้อแดงส่วนมากมาจากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่มาก ด้วยความผูกพันกับส.ส.และประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นเวลากลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมจึงจะมีส.ส.ในพื้นที่ไปมาหาสู่ เยี่ยมเยือน แต่ที่พรรคได้มีคำสั่งห้ามไม่ให้กรรมการบริหารพรรคขึ้นเวทีเด็ดขาดยกเว้นแต่จะพูดเรื่องทุจริต แต่อย่างไรก็ตาม ส.ส.มีอิสระทางความคิด ก็มีบ้างที่ขึ้นเวที
นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ผ่านมายังมีหลายเรื่องที่ยังน่าเคลือบแคลง จึงฝากนายคณิต ให้นำความจริงมาเสนอ และตนไม่เห็นด้วยกับนายประพันธ์ ที่จะให้ทหาร หรือข้าราชการประจำมาเล่นการเมืองหรือปฏิวัติ แต่ควรจะรอให้เกษียณก่อน ไม่อย่างนั้นการเมือง การทหารจะปนมั่วไปกับระบบราชการนอกจากนี้ควรยุติการไล่ล่า และตั้งข้อกล่าวหา คนเสื้อแดง และรัฐบาลควรเป็นฝ่ายที่เข้าถึงผู้สูญเสียจากเหตุไม่สงบ เพราะเขาเป็นฝ่ายสูญเสีย ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ได้ ตอนนี้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม หากอยากจะให้เกิดความสมานฉันท์
“อยากจะเสนอแนะว่าข้อแรกที่ทำให้สมานฉันท์ คือ ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ใช้กฎหมายปกติ อย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ควรยกเลิก เพราะถือว่าไม่ปกติ และหากไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ให้รัฐบาลยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้เลย ข้อสองหาข้อเท็จจริงเพราะที่ผ่านมามีทั้งคนเจ็บและตาย ซึ่งก็มีทั้งเกิดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เขาอาจจะกลัวความผิด ดังนั้นควรให้นิรโทษกรรมทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้คาใจ ข้อสามมาตรการเยียวยาของรัฐบาลไม่จริงจัง และในระบอบประชาธิปไตยต้องเชื่อมั่นประชาชน รัฐบาลควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตัดสิน และให้เสนอเป็นนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปด้วยเลย ข้อสี่ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทหารและข้าราชการเข้ามาเล่นการเมือง มายุ่งเกี่ยวการเมือง”นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีการไล่ล่าอยู่ ญาติผู้บาดเจ็บและล้มตายเขามีความรู้สึกอยู่ ดังนั้น จะให้เขาเข้ามาหารัฐบาลคงไม่มีทาง รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายเดินไปหาประชาชนไปคุยกับเขา ผมพูดคุยคนเสื้อแดงเขามีเพียงชอบไม่ชอบ รักไม่รัก เท่านั้น หากเราทำความเข้าใจเขาได้ทุกอย่างก็จบ เป็นคนที่ไม่ชอบก็รัก ตอนนี้รัฐบาลคิดว่าชนะ แต่จริงๆยังไม่ชนะ และไม่มีทางชนะ อย่างคราวเม.ย.ปีที่แล้วรัฐบาลก็คิดว่าชนะ แต่ก็ไม่ชนะ ถ้าอยากจะทำความเข้าใจสร้างความสมานฉันท์ ก็อย่ามาข่มเหงเขาแบบนี้ ทำแบบนี้รัฐบาลเจ๊งอย่างเดียว
นายประพันธ์ คูณมี รักษาการผู้อำนวยการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า ตนไม่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนเสื้อแดง และตนเห็นด้วยกับนายปลอดประสพในหลายเรื่อง แต่มี 2 เรื่องคือ การก้าวล่วงสถาบันสูงสุด และเรื่องการเคลื่อนไหวล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้องคนผิด ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่เชื่อว่า มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยเหมือนกับ แต่หากเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เรื่อง 2 มาตรฐาน ตนเห็นด้วย เพราะตนไม่ต้องการให้มี 2 มาตรฐานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งหากเราสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็สามารถสามัคคีกันได้ วันนี้รัฐบาลไม่ได้สนองตอบทุกคน ไม่ว่า จะเป็นตนหรือนายปลอดประสพก็ล้วนโดนข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน
“ปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาการเมือง แต่เป็นปัญหาสถานการณ์ชาติบ้านเมือง โดยมีนักการเมือ และพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วนำประชาชนไปขัดแย้ง กับประเทศ ไม่ใช่รัฐบาล และไม่พอใจกับระบอบที่เป็นอยู่ ไม่พอใจระบอบประมุข แต่พอใจในระบอบมวลประชาชน ซึ่งทำให้กระทบไปถึงงความมั่นคงของชาติ และสถาบัน ลามไปถึงความขัดแย้งของคนในสังคม นักการเมือง และพรรคการเมือง เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการเผชิญหน้ากับรัฐะ และประชาชนอีกส่วน จนลามไปถึงเอาทรัพย์สินของชาติและประชาชน การเมืองซ่อนตัว เอาบ้านเมืองมาเป็นของเล่นต่อรองกับคนในชาติ”นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า เราทำให้ปัญหาการเมืองที่เล่นในระบบพัฒนาเป็นความขัดแย้งของคนในชาติ ตนเคยผ่านเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งขัดแย้งคล้ายกับวันนี้ ที่มีคนส่วนหนึ่งเชื่อในลัทธิ นิยมระบอบสังคมนิยม เอียงซ้าย เราเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง มีการฆ่ากัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาเราเคยมีความรุนแรงมากกว่า วันนี้ แต่ผู้ใหญ่ในวันนั้นแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาเราจึงต้องไปทบทวนว่า เขาแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ขณะนี้มีหลายคนไปประณามผู้ใหญ่ที่มีบทบาทเคยช่วยชาติบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ ขณะนี้ชาติได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะปัจจุบันเราไม่ได้เป็นเอกรัฐโดยสมบูรณ์ มีกลุ่มทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนอย่างงมหาศาล ประชาชนที่มีเสียงมากที่สุด เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ประชาชน วิกฤติสังคมคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมากที่สุด มีคน 5 % ที่เอาทรัพย์สังคมไปใช้กับตัวเอง จึงควรจะต้องให้มีการศึกษาอย่างเสมอภาค
นายประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ และ ระบบข้าราชการก็กำลังประสบวิกฤติ และที่วิกฤติที่สุดคือ คุณภาพของนักการเมืองที่มีการทุจิตคอรัปชั่นถึง 30 % หากปีนี้เรามีงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท จะมีนักการเมืองทุจริต 6 แสนล้านบาท โดยจะมีนักการเมืองเข้าไปอยู่ในการทุจริต 80 % และข้าราชการ 20 % รวมถึงความรักชาติและรักสถาบันของประชาชนก็ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ
และขณะนี้ตนยังไม่มีความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเลือกตั้งที่หวังจะได้คนดีนั้น ยังไม่ใช่คำตอบ เพราที่ผ่านมาระบบของเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังนั้นตนจึงมีความหวังที่จะให้ 3 ส่วน คือ ทหาร ประชาชน และนักวิชาการ เข้ามาช่วยกัน และการก้าวข้ามวิกฤตจะคิดเพียงกรอบเดิมๆไม่ได้ ควรจะมีกรอบอื่นๆด้วย
“ผมไม่เชื่อว่า การปฏิรูปจะแก้ไขปัญหานี้ได้ และยังไม่เชื่อว่า หากเลือกตั้งแล้วจะได้คนดี ประเทศชาติยังมีทางอื่น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้ง ทั้งสมัยปีพ.ศ. 2475 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ และยุคต่อมา ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในเรื่องของความรู้ คุณธรรม คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผู้ทำให้ประเทศที่จะล้มละลายกลับฟื้นมาเข้มแข็งได้ หากเราทำให้เกิดอุดมการณ์รักชาติ มีผู้นำทางความคิด ทางออก และทางแก้ก็จะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ ผมไม่สนับสนุนให้ทหารเล่นการเมือง แต่อยากให้ทหารสนใจปัญหาชาติ เมื่อก่อนผมก็เคยสู้กับทหาร แต่สุดท้ายก็กลับมาคิดเหมือนกัน เพราะเรามีความรักชาติเหมือนกัน”นายประพันธ์ กล่าว
พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ความอ่อนแอของสังคมเกิดมานานไม่ใช่เพิ่งเกิดเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่เกิดมาตั้งแต่หลังยุคสงครามเย็น แม้ว่าตอนนี้การชุมนุมจะยุติไปแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่กระตุ้นได้อีก ซึ่งความอ่อนแอนี้ก็พร้อมที่จะพัฒนาได้ทุกเมื่อ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความแตกแยก ความอ่อนแอ คือ การเหลื่อมล้ำทางสังคม คนด้อยโอกาส เป็นเรื่องที่พยายามแก้ไขอยู่แต่ทำได้ช้า และอีกปัญหาคือการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรานำความเห็นข้อเสนอเข้ามาผนวก แต่เมื่อนำมากำหนดเป็นนโยบายก็มีปัญหา เพราะเราขาดหลักการของชาติและคุณค่าความเป็นชาติ ซึ่งต้องเป็นจุดเริ่มในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ ในด้านความมั่นคงรัฐบาลยึดกรอบเดิมและถูกครอบงำด้วยแนวคิดประเทศมหาอำนาจ โดยสรุปการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้อะไรจากการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ทำก่อนคือทำให้ประเทศเดินไปพร้อมกันได้และสังคมต้องมาก่อน ที่สำคัญ สังคมต้องพึ่งตนเอง



