ข่าว

"มาร์ค"ยันไทยมีศักยภาพพร้อมรับนักลงทุน

"มาร์ค"ยันไทยมีศักยภาพพร้อมรับนักลงทุน

15 ก.ค. 2553

นายก"อภิสิทธิ์"โวเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแน่ 5-6 % ยันไทยมีศักยภาพพร้อมรับนักลงทุน เชื่อไทยยังเป็นสถานที่ดูดนักลงทุนได้แน่ เผย บีโอไอ.อนุมัติเงินส่งเสริมการลงทุนรวดเดียว 14 โครงการ มูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านบาท

(15ก.ค.) ที่ห้องประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษในพิธีเปิดการสัมมนาหัวข้อ " Thailand's Investment Environment : Looking Forward" ประจำปี ว่า ยินดีที่ได้มากล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา ครั้งนี้ และขอชื่นชมคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยที่ได้ร่วมมือกับสภาร่วมของหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย ที่ได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยและโลกต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลาวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงมีความเข้มแข็ง ทุกครั้งที่เราเผชิญกับปัญหา เราเรียนรู้จากบทเรียนที่ได้รับและใช้บทเรียนนั้นมาสร้างความมั่นคง และความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เหนือความคาดหมาย ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตสูงขึ้นถึง 12 % โดยเฉพาะใน ด้านการส่งออก การลงทุน และการบริโภคจากภาคเอกชน สำหรับภาคการท่องเที่ยวในช่วงสามเดือนแรกก็เติบโตเช่นกัน

 นายกฯ กล่าวอีกว่า จากการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดหมายว่า GDP อาจ เติบโตได้สูงถึง 5 - 6 % ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรกว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เพียง 3.5 - 4.5 % นอกจากนี้ IMF มองว่าไทยมีทิศทางการเติบโตที่สดใสใน อนาคตแม้ว่าประเทศไทยจะพบกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือน เมษายนและพฤษภาคม แต่ยังมีผู้สนใจสมัครเข้าโครงการลงทุนของ BOI ใน ช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มสูงถึงเกือบ 50% และมีมูลค่าของโครงการ เพิ่มสูงขึ้น 7.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มูลค่าการลงทุนของต่างประเทศทั้งหมดสูงถึงเกือบ 100 พันล้านบาท เพิ่มสูงกว่าเท่าตัวของครึ่งแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา BOI ได้อนุมัติโครงการลงทุน 14 โครงการ ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลายสาขา ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 6 หมื่นล้านบาท และการประกาศของบริษัทชั้นนำระดับโลกทำให้ยืนยันได้ว่าประเทศไทยยังคงมีศักยภาพ และยังคงเป็นสถานที่ดึงดูดนักลงทุน การลงทุนระยะยาวยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุน เช่น บริษัทฟอร์ดได้ประกาศว่ามีโครงการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ และมิตซูบิชิประกาศแผนว่าจะขยายการลงทุนที่นี่โดยจะผลิตรถยนต์อีโค คาร์กว่า 2 แสนคันเพื่อการส่งออก เป็นต้น

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ว่า มีความมั่นใจในอนาคตเศรษฐกิจไทย เรามีความสามารถในการแข่งขัน และให้ความสำคัญในการสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ มีระบบธนาคารที่มั่นคง และบริการทางการเงินระดับโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 12 จาก 183 ประเทศว่าเป็นประเทศที่มีความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจ มีค่าครองชีพถูก และมีมาตรการเอื้อประโยชน์ทางภาษีแก่คนต่างชาติ และ PERC ได้ จัดอันดับประเทศไทยว่ามีประสิทธิภาพเป็นอันดับสามเมื่อเทียบกับ 12 ประเทศในแถบอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้น BOI ยังมีการเพิ่มแรงจูงใจ แก่การตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในประเทศไทย โดยเสนอมาตรการด้านภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคล

 ส่วนในเรืองของทิศทางนโยบายของรัฐบาลนั้น นายกฯ ระบุว่า จากตัวชี้วัด ทางเศรษฐกิจและความสามารถใจการแข่งขันของประเทศไทย เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และมีนวัตกรรมใหม่ๆ ตามแนวทางของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลยืนยันว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประสิทธิผลและสะดวกสบายต่อ การประกอบธุรกิจ

 นายกฯ กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมายนั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราต้องให้คนไทยได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่โดยการเพิ่มการฝึกอบรมทาง อาชีพและให้การศึกษา และให้มีความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เป็นพื้นฐานใน ประเทศไทยรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มี ประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หลังจากที่มีการก่อตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อวางแนวนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลคือ การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะการแก้ปัญหามาบตาพุด ซึ่งขณะนี้ การแก้ปัญหามีความคืบหน้าไปมาก การแก้ปัญหาในระยะสั้น คณะกรรมการฯที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปัญญารชุนเป็นประธานได้ดำเนินภารกิจเสร็จสิ้น และเห็นว่า 18 โครงการมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนในระยะยาว รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับโครงการ “greener and cleaner economy” และ จะเน้นการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญการสร้างความมั่นใจในระบบการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นความโปร่งใส ดังนั้น BOI จึงมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการ ทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช เพื่อป้องกันการทุจริตในรูปแบบต่างๆ   การจัดตั้งสำนักงาน One Start One Stop Investment   Center หรือ OSOS ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลมุ่งอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการดำเนินการ ต่างๆขณะที่ ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า พร้อมๆกับการดำเนินการสร้างความปรองดองและการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว รวมถึงนักลงทุน ซึ่งความเห็นและข้อเสนอแนะจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะการปฏิรูปนั้น เน้นประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อว่า คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ได้เริ่มเดินหน้าแผนปรองดอง 5 ข้อแล้ว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงคณะทำงานดังกล่าวเพื่อให้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดย ขับเคลื่อนโดยสาธารณชนอย่างแท้จริง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องดังกล่าว ด้วย เนื่องจากทุกคนมีส่วนร่วมในการทำให้ประเทศไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสิ่ง ที่สำคัญที่รัฐบาลได้เร่งดำเนินการอย่างหนัก คือการลดความแตกแยกในสังคม เห็นได้จากการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ได้ผ่านมาตรการ 6 วัน 63 ล้านความคิด รวมถึงการรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมและนำมาสู่การแก้ไข อาทิ ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาส แม้ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการเรื่องนี้ผ่านทางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ตาม อาทิ การแจกเงินช่วยเหลือคนจน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การประกันรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงการริเริ่มโครงการต้นอาชีพ เพื่อสร้างทักษะและศักยภาพให้แก่แรงงาน รวมถึงการขยายระยะเวลาการศึกษาและเพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในแง่ของโอกาสทางธุรกิจ หมายถึง การเพิ่มการลงทุนและสร้างพันธมิตรระหว่างภาครัฐและเอกชน

 รัฐบาลเองเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทด้วยระหว่าง ที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามแผนการปรองดองแห่งชาติและการปฏิรูปประเทศ นายกรัฐมนตรีก็มิได้ละทิ้งบทบาทของประเทศในประชาคมโลก ที่ตั้งของประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ภูมิภาคที่เต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งภายในปี 2558 อาเซียน จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีคนมากกว่า 600 ล้านคนและมีการเติบโต ทางเศรษฐกิจหรือ GDP มากกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญ สหรัฐ และด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ประเทศไทยจะสามารถเป็นจุดศูนย์กลางทางการผลิตและเป็นสำนักงานใหญ่ในภูมิภาค เอเชียของบริษัทต่างชาติได้นอกจากในอาเซียนแล้ว ประเทศไทยยังเป็นจุดเชื่อมโยงทางโลจิกติกส์ที่สำคัญระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำ โขงซึ่งรวมถึงจีน และยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือ ACMECS และ GMS    รวมถึงการมีการตกลงเขตการค้า เสรีจำนวนมากกับหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีนและอินเดีย ในฐานะประเทศไทยเองและภายใต้ความร่วมมืออาเซียน จึงไม่ต้องสงสัยว่า ประเทศไทยสามารถเป็นประตูสู่อาเซียนและเป็นทางเดินให้แก่นักลงทุนต่างชาติ สู่อนาคตของภูมิภาคนี้

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่จุดที่ดีกว่าสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ และรัฐบาลพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนักลงทุนต่างชาติ และขอบคุณสำหรับนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยที่ให้คำมั่นที่จะลงทุนในประเทศ ไทยอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการมีความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้นในเศรษฐกิจที่ มีการพัฒนาไปอีกขึ้นหนึ่งของไทยและร่วมกันลดความเหลี่ยมล้ำทางรายได้และการ ว่างงานลง พร้อมกับอวยพรให้การสัมมนาครั้งนี้ ประสบความสำเร็จและขอขอบคุณต่อความเชื่อมั่นซึ่งนักลงทุนต่างชาติ ผู้นำเข้าสินค้าไทย นักการเงินการธนาคารระหว่างชาติและองค์กรต่างประเทศ มีต่อประเทศไทย