
ตร.จ้องทลาย'ห่วงโซ่โสเภณี'กาญจน์
"ฉันอยากมีเงินใช้เลยจำเป็นต้องประกอบอาชีพขายบริการ"
เด็กสาววัย 18 ปีจากระยอง ฐานะทางบ้านขัดสน มีปัญหาครอบครัว ไม่ได้เรียนหนังสือเลยไม่มีความรู้ จึงผันตัวเองเข้าสู่วงการขายตัวตั้งแต่ปี 2551 ทำอยู่สักพักลูกค้าไม่ค่อยมีเพื่อนเลยแนะนำให้ติดต่อไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ จ.กาญจนบุรี พูดคุยกันได้สักพักเธอก็หอบเสื้อผ้าขึ้นรถจากระยองมุ่งหน้ามาเมืองกาญจน์ทันที
เด็กสาวทำงานขายบริการภายใต้การดูแลของหญิงสาววัย 30 เศษ ระหว่างนี้เธอพบรักกับชายหนุ่มคนหนึ่ง คบหาจนถึงขั้นเรียกได้เต็มปากว่าแฟน ไม่นานก็ตั้งครรภ์ เธอตัดสินใจหันหลังให้อาชีพนี้ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้
"แม่เล้าพยายามพูดจาหว่านล้อมเชิงบีบบังคับให้ฉันทำงาน บอกว่าถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนกินที่ไหนใช้ แม้จะไม่ลงมือตบตี แต่ก็บังคับให้ทำต่อ เลยจำเป็นต้องทำทั้งที่ไม่เต็มใจ เพราะท้องแก่ใกล้จะคลอดอยู่แล้ว"
ต้นปี 2553 เด็กสาววัย 18 หยุดงานไปคลอดลูกและอยู่ดูแลลูกได้ระยะหนึ่ง เธอได้รับโทรศัพท์จากแม่เล้าคนที่ดูแล พยายามพูดจาหว่านล้อมต่างๆ นานาให้เธอกลับไปทำงานอีก แต่เด็กสาวตัดสินใจแล้วว่าจะเลิก เธอปฏิเสธ กระนั้นก็ไม่วายต้องรับโทรศัพท์เซ้าซี้จากแม่เล้าคนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่ออับจนหนทางเลยไปขอคำปรึกษากับคนรู้จัก นำมาสู่การเข้าแจ้งความต่อตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ในเวลาต่อมา
พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง ผกก.5 บก.ปคม. พ.ต.ท.พงศ์จักร จักษุรักษ์ สว.กก.5 บก.ปคม. พ.ต.ท.คมสันต์ กันหา สว.กก.5 บก.ปคม.จึงลงไปที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อสืบสวนหาข่าวและรวบรวมพยานหลักฐานตามที่ผู้เสียหายให้การเอาไว้...
ทุกครั้งที่ได้รับการติดต่อจากลูกค้า แม่เล้าวัย 30 เศษและสามีจะเป็นคนจัดหาเด็กสาวในสังกัดส่งไปให้บริการ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยที่มาเที่ยวและพักค้างแรมอยู่ในจังหวัด โดยลูกชายวัย 16 ปีขี่รถจักรยานยนต์พาเด็กสาวเหล่านี้ไปส่งยังจุดนัดหมาย จากนั้นก็รับเงินค่าตัวมีตั้งแต่ 1,200-1,500 บาท เมื่อใช้บริการเสร็จก็รอรับกลับไปที่บ้านเช่าพร้อมกัน แต่ละครั้งเด็กสาวจะได้รับส่วนแบ่ง 500-700 บาท
การลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวทำให้ทราบว่า บ้านเลขที่ 85/26 หมู่ 5 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเช่าที่ผู้เสียหายระบุว่าเป็นที่พักของแม่เล้าและเด็กสาวในสังกัด ถูกใช้เป็นที่พักและส่งผู้หญิงไปค้าประเวณี ผู้เช่าเปลี่ยนที่อยู่มาแล้วหลายครั้ง มีผู้หญิงเข้าออกพลุกพล่าน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนมักจะมีผู้ชายมากหน้าหลายตาเดินเข้าออกเป็นประจำ จึงมั่นใจว่าเป็นสถานที่ค้าประเวณีจริงจึงรวบรวมพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เสียหายเสนอศาลอาญาขออนุมัติหมายจับ
ศาลพิจารณาแล้วอนุมัติหมายจับที่ 1476 และ 1477/2553 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ให้จับกุม น.ส.อลิชา หรือเนาวรัตน์ หรือเจ๊กุ้ง สง่าเมือง อายุ 33 ปี และนายมนตรี หรือไก่ ศรีเทียมเพชร อายุ 24 ปี สามี นอกจากนี้ ยังนำสำนวนให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาอนุมัติหมายจับที่ 223/2553 ลงวันที่เดียวกันจับเด็กหนุ่มวัย 16 ปี ลูกชายของอลิชา ในข้อหาเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี และร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์
ชุดสืบสวน บก.ปคม.นำหมายจับเข้าจับกุมทั้ง 3 คน ได้ภายในบ้านเช่า พร้อมยึดสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 3 เล่ม มียอดเงินในบัญชี 3,000-10,000 บาท สมุดบัญชีรายรับรายจ่าย กล้องถ่ายรูปดิจิตัล โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน นอกจากนี้ ยังพบฟิวเจอร์บอร์ดมีรูปเด็กสาวและชื่อติดอยู่ พร้อมข้อความ "ครอบครัวใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความสุขที่มีมา เราช่วยกันสร้างสุขสนุกเป็นของเรา (เจ๊กุ้งรักทุกคน) ขอให้จดจำแต่สิ่งดีๆ และสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นต่อไป"
"ตอนนี้ชุดสืบสวนกำลังขยายผลทลายเครือข่ายของแม่เล้ารายนี้ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากลักษณะเป็นห่วงโซ่ ถ้าแม่เล้าหรือพ่อเล้าคนใดขาดผู้หญิงที่จะส่งไปค้าประเวณีก็จะติดต่อกันระหว่างเครือข่าย ขอยืมตัวผู้หญิงส่งไปขายบริการ" หนึ่งในชุดสืบสวน บก.ปคม.กล่าว
ถึงแม้จะมีพยานหลักฐานชัดเจน แต่ทั้ง 3 คนก็ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอลิชาอ้างว่าอยู่กินกับมนตรีมาได้ 2 ปี ส่วนลูกชายวัย 16 เกิดกับสามีเก่า เธอกับสามีใหม่ประกอบอาชีพขายโทรศัพท์ ก่อนหน้านี้เคยแนะนำเด็กสาวให้ลูกค้าที่มาติดต่อซื้อบริการทางเพศจริง แต่ส่วนใหญ่เด็กสาวที่รู้จักสมัครใจและขายบริการอยู่ก่อนแล้ว บางคนก็ได้รับคำแนะนำต่อจากเพื่อนมาอีกทอดหนึ่ง ปัจจุบันยืนยันว่าไม่ได้ทำแล้ว ส่วนภาพถ่ายที่ติดบอร์ดก็ถ่ายกันเองกับคนในครอบครัวและมีไว้ประดับบ้านเท่านั้น



