ข่าว

ดนตรีช่วยชาติได้จริงไหม

ดนตรีช่วยชาติได้จริงไหม

15 ก.ค. 2553

ผมก็ว่าดนตรีก็คงช่วยชาติได้ นักดนตรีกับศิลปินก็คงจะช่วยชาติได้ แต่ความหวังดีของนักดนตรีนั้นบางทีอาจจะต้องมีเงื่อนไขอีกหลายประการ

 ในที่นี้จะขอนำเสนอประเด็นสำคัญสักสองประเด็น ในประเด็นแรกนั้นก็คือ เรื่องของความเป็นตัวแทน (representation) และอิทธิพลของภาษา และในประเด็นที่สองก็คือทางเลือกเล็กๆ ในการใช้ดนตรีในการช่วยชาติ

 ในประเด็นแรก ในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะใช้ดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดอง โดยในแง่นี้จะไม่ได้เน้นไปที่ตัวของรัฐบาลเอง แต่หมายถึงในส่วนของผู้คนจำนวนมากที่หวังดีและเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นกันช่วยกันคนละไม้ละมือให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าจำกันได้ ในช่วงที่มีการเผชิญหน้าก็มีเพลงและมิวสิกวิดีโอ "อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม" เมื่อมีการกระชับพื้นที่จนการชุมนุมได้ถูกทำให้หายไปจากถนนราชประสงค์แล้ว ก็มีเพลงและมิวสิกวิดีโอ "ขอความสุข คืนกลับมา" และจากนั้นก็มีเพลงและมิวสิกวิดีโอ "เราเป็นไทย" ตามมาอีก

 นับเป็นสามเพลงและมิวสิกวิดีโอที่มีความสำคัญในห้วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มิใช่แค่เนื้อหา แต่หมายถึงรูปแบบการผลิต ที่มีการนำเอาศิลปินเข้ามาร่วมจำนวนมาก และ/หรือ มีรูปแบบการนำเสนอที่อิงกับโครงการบางโครงการอย่างเป็นระบบ เช่นมีเว็บไซต์และมีกิจกรรมร่วมกันมากมาย

 โดยภาพรวมแล้ว เรื่องราวที่ปรากฏในเพลงและมิวสิกวิดีโอนั้นเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดผ่านภาษา และภาษาภาพ ดังนั้นนอกเหนือจาก "คำ" ที่นำมาร้อยเรียงกันแล้ว ก็หมายถึง "ภาพ" ที่นำมาแทนที่สิ่งที่หมายถึงในเพลงก็มีส่วนสำคัญในการสร้างจินตนาการ

 ดังนั้นคำว่า "ความสุข" "รอยยิ้ม" "น้ำใจ" และ "คนไทย" ดูเหมือนจะเข้ามามีบทบาทในเพลงและมิวสิกวิดีโอมากอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะคำว่าความสุขที่คืนมา อย่าทะเลาะกัน และภาพที่แสดงออกซึ่งความเสียหาย

 ท่าทีเหล่านี้เป็นคำที่ใช้กันอยู่ในสังคม (จะเรียกว่าในระดับสามัญสำนึกก็ได้) ในอีกด้านหนึ่งคำในระดับสามัญสำนึกเหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้าไปแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจคนที่รู้สึกว่าสูญเสียและพ่ายแพ้เช่นกัน

 ที่สำคัญในภาพและเพลงไม่ได้มีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับภาพในชนบท ไม่เกี่ยวกับประเด็นอันเป็นที่มาของความทุกข์ และความไม่สุขที่เหนือไปจากการขัดขวางชีวิตที่เชื่อว่าเป็นปกติของคนในเมือง

 เพลงและมิวสิกวิดีโอที่ผ่านมาจึงพยายามที่จะทำให้คนได้ยินและได้เห็นข้อเรียกร้องของคนหวังดีทั้งหลาย แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงและภาพของฝ่ายที่เข้ามาเรียกร้องและถูกกล่าวหาได้เลย

 ในประเด็นที่สอง ซึ่งว่าด้วยเรื่องทางออกนั้น ผมเห็นว่าในสามเพลงและมิวสิกวิดีโอนี้ผมจะชอบเพลงและมิวสิกวิดีโอ "เราเป็นคนไทย" ของคุณเพชร โอสถานุเคราะห์ มากที่สุด และคิดว่าเป็นความตั้งใจที่มีลักษณะที่เปิดกว้าง (inclusive and sensible) มากที่สุด เพราะให้ความสำคัญกับความเป็นเพื่อนกัน และความหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีข้อสงวนบางประการเพราะก็ยังคงส่วนของการพยายามพูดแทนแหละเห็นแทนคนอื่นอยู่ไม่น้อย

 แต่จะว่าไปแล้วงานของคุณเพชร ที่ยังคงความสามารถในการทำอะไรที่มากกว่า "ความธรรมดา" และยังพอมองเห็นความหวังเล็กๆ ในตอนท้ายเพลง ตรงที่ไม่มีเนื้อร้อง นั่นแหละครับ เพราะเป็นการนำเอาดนตรีพื้นบ้านเข้ามาใส่ไว้ในเพลงด้วย เรียกว่าอย่างน้อยถ้ารับฟังเพลงด้วยใจ โดยไม่ติดกับเนื้อเพลงและภาพ เรายังพอเห็นความหวังอยู่บ้าง

 เหมือนกับถ้าลองคิดว่าดนตรีถ้าจะเป็นพื้นที่ให้เกิดความปรองดอง อาจจะลองเชิญแต่ละฝ่ายมาร่วมกัน "ด้นสด" และร่วมกันแจมด้วยดนตรีของแต่ละฝ่ายเสียก่อน บนเวทีเดียวกันนั่นแหละครับ

 เอาทั้ง สุนทราภรณ์ ดุริยางค์ทหาร ดนตรีโรงเรียน ดนตรีที่กลายเป็นอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (culture industry) ดนตรีค่ายเล็ก ดนตรีชาวบ้าน ฯลฯ มาเล่นด้วยกัน ทิ้งเรื่องเนื้อร้องและภาพที่จะนำเสนอก่อน

 บางทีลองอะไรแบบนี้ อาจจะไปได้ไกลกว่ากรรมการหลายชุดที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ได้นะครับ