ข่าว

ฝรั่งทวงหนี้โหดเลียนแบบไทย

ฝรั่งทวงหนี้โหดเลียนแบบไทย

15 ก.ค. 2553

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีการทวงหนี้รายย่อยกันค่อนข้างโหดเพิ่มขึ้น (ชะรอยนักทวงหนี้ได้มาเรียนรู้จากไทยเมื่อคราวมาเที่ยวพักผ่อน) โปรดสังเกตว่าตามสถิติคนอเมริกันนั้นรวยที่สุดในโลกโดยคำนวณจากจีดีพีต่อหัว

 (จีดีพีหารด้วยจำนวนประชากร) แต่ถึงกระนั้นก็มีคนที่มีหนี้สินอยู่เป็นอันมากเพราะคนอเมริกันส่วนมากใช้เงินล่วงหน้าและค่อนข้างฟุ่มเฟือยตามฐานะ ฉะนั้นเมื่อรายได้ประจำเกิดชะงักลง เช่น ตกงานหรืออื่นๆ เขาก็ไม่มีปัญญาจะใช้หนี้ที่ใช้จ่ายไว้เกินตัว ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปในโลกในสังคมที่เปลี่ยนไปตามสภาพโลกาภิวัตน์ ซึ่งรวมทั้งสังคมไทยเราด้วย

 การทวงหนี้ที่อเมริกาที่ว่าโหดนั้นมีเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ ขั้นแรกก็ใช้โทรศัพท์ทวงถามหนี้มาทุกวันไม่หยุดหย่อนว่าเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ถ้ายังไม่ชำระหนี้ให้ก็จะเริ่มโทรศัพท์ในยามวิกาลแล้วถ้ายังไม่ชำระให้เขาอีก ก็จะเริ่มโทรศัพท์ทวงไปตามญาติพี่น้องเพื่อนฝูง โดยเน้นหนักไปในคนที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งแม่ยาย ภรรยาเก่าของสามี เพื่อให้ทุกคนกดดัน ถ้ารายไหนไม่รับโทรศัพท์ก็ส่งคนมาขู่เข็ญถึงที่บ้านและขู่จะทำร้าย อนึ่งคำพูดคำจาที่ใช้โทรศัพท์มาทวงหนี้นั้นก็หยาบคายรุนแรงและขู่เข็ญยิ่งขึ้นไปทุกทีถ้าลูกหนี้ยังไม่ชำระ

 รัฐเองก็มีความเห็นใจลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้นี้อยู่มากถึงกับออกกฎหมายคุ้มครองให้โดยเฉพาะ กฎหมายออกมาหลายปีแล้ว แต่จำนวนลูกหนี้ที่ถูกขู่เข็ญและกล้าร้องเรียนก็มีเพิ่มขึ้นทุกปีมากๆ แสดงว่ากฎหมายไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะถ้าจะใช้กลไกทางกฎหมายก็ต้องจ้างทนายเสียเวลาและเอาเข้าจริงถ้านักทวงหนี้แพ้คดีก็จะถูกปรับเพียงไม่เกิน 3 หมื่นบาทเศษ

 เรื่องนี้ถ้าใครไม่เคยเป็นหนี้ ไม่มีปัญญาใช้และไม่เคยถูกทวงหนี้แบบโหดก็คงจะไม่รู้สึก

 ในบ้านเรารัฐบาลมีความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่เป็นหนี้แล้วไม่มีปัญญาใช้ ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะลูกหนี้ประเภท “นอกระบบ” แต่ปัจจุบันนี้หนี้ในระบบก็อาจโยงเป็นหนี้นอกระบบได้ เช่น เจ้าหนี้รายใหญ่และผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับบัตรเครดิตบางราย ได้ “เอาท์ ซอส” ให้นักทวงหนี้อาชีพไปดำเนินการ ฉะนั้นการทวงหนี้รายย่อยสำหรับหนี้ในและนอกระบบจึงไม่สู้แตกต่างกันนัก ซึ่งก็ใช้วิธีเดียวกันกับฝรั่งอเมริกันที่เล่ามาแล้วแต่ตอนต้น

 รัฐบาลไทยเข้ามาโอบอุ้มลูกหนี้นอกระบบ และแม้กระทั่งนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ภูมิใจในผลงานนี้ โดยแถลงว่าได้ช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบสำเร็จหลายแสนคนโดยย้ายหนี้นอกระบบเข้ามาเป็นหนี้ในระบบซึ่งจะทำให้ลูกหนี้เหล่านี้เสียดอกเบี้ยน้อยลง ยืดเวลาชำระหนี้นานขึ้น แต่ในข้อเท็จจริงแล้วการช่วยเหลือของรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ครบวงจร ทั้งมีรูรั่วไหลมาก

 ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าทำไมคนเหล่านี้จึงต้องไปกู้เงินนอกระบบ ก็เพราะฐานะของเขาไม่สามารถไปกู้เงินในระบบได้เพราะรายได้ประจำไม่มั่นคงหรือเป็นหนี้สินเกินตัว ฉะนั้นการปรับเข้าระบบก็เป็นเพียงผ่อนปัญหาเฉพาะหน้าแล้วเขาก็คงจะไปสร้างหนี้อื่นๆ อีก เพราะรายได้ไม่พอ ด้วยเหตุเหล่านี้ในอนาคตเพียงไม่กี่ปีลูกหนี้เหล่านี้ก็จะไม่มีปัญญาผ่อนธนาคารที่รัฐจัดให้ต้องเดือดร้อนไปถึงนายประกันอีกเป็นแสนเป็นล้านคน เรียกได้ว่ากระจายความเดือดร้อนไปทั่ว อีกเรื่องหนึ่งที่คนเขานินทากันว่าในจำนวนหนี้นอกระบบที่รัฐบาลว่าแก้ได้นั้น มีสักกี่หมื่นกี่แสนรายที่เป็น “หนี้เทียม” โดยเขาสมทบกันเอาเงินไปหมุนก่อน

 ไหนๆ พูดถึงเรื่องนี้ก็หันไปมองเจ้าหนี้นอกระบบเขาบ้าง มีหลายคนที่ออกเงินให้กู้เพราะทนรับดอกเบี้ยต่ำๆ (สุทธิ 0.50%) จากธนาคารไม่ได้ หลายคนอาจจะผิดกฎหมายในเรื่องดอกเบี้ยซึ่งกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 15% ต่อปี คนเหล่านี้ต้องสูญเงินเพราะการเบี้ยวหนี้ไปเท่าไรต่อเท่าไร มีใครเห็นใจเขาบ้าง

 ผมฝากเรื่องให้คิดและต้องไม่ลืมว่าการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

นายหนูใหญ่
[email protected]