
หมอประเวศยัน6เดือนคลอดมาตรการลดเหลื่อมล้ำ
หมอประเวศ ฉีดยาแรง ปฏิรูปประเทศ ทุบโต๊ะ 6 เดือนคลอดมาตรการ ลดเหลื่อมล้ำ ทำงานเชื่อมโยงกับคณะกรรมการปฏิรูป เปิดเฟซบุ๊ค - อีเมล์ รับฟังความเห็นประชาชน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 ก.ค. ที่บ้านพิษณุโลก มีการประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(สปร.) ครั้งที่ 1 โดยมีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ประธานคณะกรรมการฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ โดยการประชุมวันนี้ได้เปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนแสดงความคิดเห็นในแนวทางการปฏิรูปประเทศให้ที่ประชุมรับทราบและนำไปพิจารณาศึกษาหาแนวทางการปฏิรูปต่อไป
ต่อมา เวลา 17.15 น. นพ.ประเวศ แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการฯ มีหน้าที่หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ โดยเห็นว่าต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางการเงิน การคลัง สิทธิชุมชนต่างๆ โครงสร้างทางกฎหมาย ไม่เป็นธรรม มีอคติกับคนจน โครงสร้างทางปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ โครงสร้างทางการศึกษา บทบาทต่อมหาวิทยาลัยในการแก้วิกฤตชาติ นโยบายคณะกรรมการฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอและข้อเรียกร้องจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยการทำงานของคณะกรรมการฯ จะเชื่อมโยงกับคณะกรรมการปฏิรูป ชุดนายอานันท์ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยจะทำหน้าที่สังเคราะห์ออกเป็นนโยบายเพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้
นพ.ประเวศ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้มีการเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น มาตรการทางภาษี การปฏิรูปการใช้ที่ดินให้เป็นธรรม การกระจายอำนาจสู่ชุมชน เพื่อไม่ให้ส่วนกลางเข้าไปครอบงำ การปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมกับการแก้วิกฤติชาติ รวมทั้งแก้ระบบความยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้เราจะให้เวลากับองค์กรส่วนท้องถิ่นใช้เวลา 2 สัปดาห์ ในการระดมความคิดเห็นผู้นำจากทุกตำบล ที่จะมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ และภายใน 5-6 เดือน เราจะมีมาตรการเร่งด่วนที่เป็นยาแรงออกมาให้สังคมได้เห็น
นพ.ประเวศ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องแก้ไขได้ยาก ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้หรือรัฐบาลหน้า เหตุการณ์ที่เกิดการบาดเจ็บล้มตายไปกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ เปิดโอกาสให้เราแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปฏิรูป ให้สังคมเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เป็นเจ้าของการปฏิรูปจะทำได้สำเร็จ หน้าที่ของสมัชชาปฏิรูปคือ ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยทั่วถึง อาศัยเครือข่ายต่างๆ อาทิ สื่อ สื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ค อย่างไรก็ดีข้อเรียกร้องไม่สามารถนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรง ดังนั้นข้อเรียกร้องต้องสังเคราะห์ออกมาเป็นนโยบายที่มีพลังปฏิบัติได้และแก้ปัญหาได้จริง และสังคมเข้ามาขับเคลื่อน ทั้งนี้เมื่อสังคมเคลื่อนไหว นักการเมืองก็ต้องทำตามข้อเรียกร้องนั้น จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่พลังทางสังคม ติดอาวุธด้วยปัญญา ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ เพราะถึงเวลานั้นสังคมจะเข้ามาเป็นเจ้าของและเป็นผู้ขับเคลื่อน แต่ถ้าทำไม่ได้บ้านเมืองจะเกิดวิกฤต ความรุนแรง มีคนตายมากขึ้นต่อไป เพราะคนตายไม่เคยมีเป้าหมายร่วมกัน แต่มีเฉพาะกลุ่มเฉพาะคนต่างๆ นอกจากนี้ปัญหาสำคัญคือระบบความยุติธรรม มีหลายคนให้ปฏิรูป และมีเรื่องอื่นที่สำคัญมากคือ การกระตุ้นจิตสำนึก ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง ชาย ต่อไปผู้หญิงต้องมีบทบาทมากขึ้น
เมื่อถามว่าบรรยากาศการเมืองขณะนี้สามารถแก้ปัญหาได้ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ต้องมองการเมืองกว้างกว่าเรื่องพรรคการเมือง ที่ดูทะเลาะกันแล้วไม่ค่อยมีพลัง การเมืองต้องดูที่ความขัดแย้ง ดูกระบวนการที่คนมาชุมนุม เช่น เสื้อแดง และสิ่งที่เกิดขึ้นได้ผลมากกว่าสิ่งที่เรียกร้องคือ จิตสำนึกที่ต้องสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งใหญ่มาก กระบวนการประชาชนใหญ่ว่าพรรคการเมืองและนักการเมือง ทั้งนี้ นักธุรกิจบอกว่าเราอยู่อย่างเดิมไม่ได้แล้ว มีการประชุมหลายที่ คุยกันเรื่องปฏิรูประเทศ เพราะเวลามีคนตายจะเกิดความสลด สังเวชกับประเทศ ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เราจะไปรับฟังจากเครือข่ายต่างๆ ว่าคิดอย่างไร ความใฝ่ฝันสูงสุดคืออะไร มีมาตรการอะไรที่จะสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ อาทิ การปฏิรูปที่ดินให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม มาตรการภาษีที่เป็นธรรม หากชุมนุมดูแลได้ด้วยตัวเอง โดยส่วนกลางไม่เข้าไปครอบงำจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้ สำหรับงบประมาณของคณะกรรมการฯ ที่รัฐบาลตั้งไว้เป็นวงเงิน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งคงใช้ไม่ถึงวงเงินที่กำหนดให้ แต่การใช้เงินต้องถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 29 ก.ค.ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่เน้นการทำงานในลักษณะนัดประชุม แต่จะเน้นไปที่การสร้างเครือข่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้สรุปการดำเนินงานโดยปฏิรูปด้านต่างๆ 7+9 กลุ่ม โดย 7 ประเด็นปฏิรูป ได้แก่ 1.การสร้างพลังภาคส่วนที่ยังอ่อนแอ 2.ดึงภาคธุรกิจร่วมสร้างธุรกิจเพื่อความเป็นธรรม 3.สร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น 4.ชุมชนเข้มแข็ง 5.พัฒนากลไกราชการ 6.มหาวิทยาลัย และ 7.สื่อมวลชน ส่วน 9 ด้าน คือ 1.ระบบยุติธรรม 2.ปฏิรูปการศึกษา 3.การกระจายรายได้ 4.สวัสดิการสังคม 5.คุณภาพชีวิตเกษตรกร 6.คุณธรรมของคนในสังคม 7.การจัดการทรัพยากร 8.การตรวจสอบโดยภาคประชาชน และ 9.โครงสร้างอำนาจที่สมดุล สำหรับกระบวนการทำงานประกอบด้วย การสร้างพลังความร่วมมือของสื่อมวลชน การลงพื้นที่เพื่อทำงานร่วมกับท้องถิ่น มีคณะทำงานสังเคราะห์ข้อมูล และการมีส่วนร่วม ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะประชุมนัดถัดไปในวันที่ 29 กรกฏาคม นี้



