ข่าว

กทม.ตั้งกรรมการรวบรวมปัญหาคนไข้บัตรทอง

กทม.ตั้งกรรมการรวบรวมปัญหาคนไข้บัตรทอง

14 ก.ค. 2553

กทม.ตั้งกรรมการรวบรวมปัญหาคนไข้บัตรทองในรอบ 10 ปี ไปถก สปสช. ก.ย.นี้ หลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายปีละกว่าพันล้านบาท

  (14ก.ค)นายพีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงปัญหาคนไข้ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ที่ทะลักเข้าโรงพยาบาลในสังกัดกทม.หลายแสนรายหลังรพ.เอกชนหลายแห่งทยอยยกเลิกระบบบัตรทอง จนเกรงว่าจะเกิดปัญหาการให้บริการคนไข้ในอนาคต ว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังมานานตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งมีคนไข้บัตรทองอยู่ในความรับผิดชอบของกทม.ราว 800,000 ราย ซึ่งกทม.ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายแทนสปสช.ซึ่งหากรวมคนไข้ทุกประเภทในระบบบัตรทอง กทม.ต้องจ่ายเงินเข้าระบบเฉพาะเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาสูงถึง 900 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากที่ไม่ควรจะต้องควักเนื้อจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลกทม.อย่างมาก

 นอกจากนี้ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำคนไข้ทะลักเข้าโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ และรพ.สังกัด กทม. มากขึ้น คือ ระบบในการเลือกโรงพยาบาล ซึ่งได้เปลี่ยนจากการกระจายความเสี่ยงแบบกลุ่มโซน 14 กลุ่มโซน ที่จะมีของคนไข้หนักกับคนที่แข็งแรงคละกัน มาเป็นการเลือกโรงพยาบาลตามอาการคนไข้ และตามคำแนะมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ สปสช. ต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นระยะยาวจะทำให้เกิดปัญหากับระบบการให้บริการและกระทบกับคนไข้อย่างหนัก

  อย่างไรก็ตามกทม. กำลังตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสำนักอนามัย(สนอ.) และสำนักการแพทย์ (สนพ.) เพื่อรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มนโยบายนี้ขึ้นมา หรือจนถึงขณะนี้เกือบ 10 ปีแล้ว โดยคณะกรรมการฯ จะใช้เวลา 1-2 เดือน ก่อนจะมีการหารือระดับนโยบายกับสปสช.ในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีประเด็นหลัก ๆ เช่น 1.การหยุดเอาคนไข้หนักมาให้กทม.

 2.การปรับปรุงระบบประกันสุขภาพให้มาเป็นระบบกระจายความเสี่ยง ซึ่งจะถือเป็นหลักของการประกันสุขภาพที่แท้จริง เป็นต้น ในทางกลับกันหากสปสช.อ้างว่าเป็นหน้าที่ของกทม.ต้องทำนั้นกทม.ก็จะต้องเลือกเอาปัญหาทั้งหมดมาพูดคุยกันแบบยกใหญ่ เพราะหากปล่อยให้เลือกตามใจชอบแบบนี้คนไข้ก็จะเคว้ง และทำให้โรงพยาบาลขาดการพัฒนาการให้บริการ

 “ ทุกวันนี้ สปสช. ใช้ระบบที่เน้นความสะดวกเข้าว่าคือ ประชาชนอยากเลือกอะไรก็เลือกได้ อีกทั้งโรงพยาบาลเอกชนยกเลิกระบบบัตรทองมากขึ้น ผู้ที่รับบทหนักคือกทม.ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นต้องเลือกให้อยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริงๆ และที่สำคัญคนไข้ที่เข้ามาเป็นผู้ป่วยหนักแล้ว อาทิคนไข้มะเร็ง โรคหัวใจ โรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นคนไข้ผลัดกันตายทั้งนั้น ขณะที่สปสช.นึกอยากจะถอดคนไข้หรือเพิ่มคนไข้ก็ทำได้โดยที่ไม่บอก กทม. แบบนี้ก็ไม่ไหว นอกจากนี้เวลาคิดค่าหัวก็คิดตามจำนวนที่ถอดเข้าถอดออก และกทม.ยังต้องรับภาระทั้งค่ายานอกบัญชียาหลักกับคนไข้กลุ่มนี้อีกปีละกว่า 100 ล้านบาทด้วย แต่ได้ค่าหัวบัตรทองจริง ๆ แล้วแค่ปีละ 500 บาทต่อหัวต่อคนเท่านั้น ” นายพีระพงษ์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า สปสช. อ้างว่าเป็นหน้าที่ของกทม. ที่ต้องรับดูแลคนไข้ในฐานะหน่วยงานของรัฐ รองปลัด กทม. กล่าวว่า ทำได้แต่ สปสช. กล้าให้ 2,500 ต่อหัวต่อคนหรือเปล่า แล้ว 2,500 บาทต่อหัวต่อคนนี้ห้ามหักค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย ต้องได้เพียว ๆ เราทำได้แน่ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ทำกันในต่างประเทศคือ จะทำอะไรเพิ่มหรือถอนคนไข้ ต้องแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบ แต่ที่ผ่านมา สปสช. ไม่เคยคุยกับ กทม. เลย ดังนั้นต้องมีการนั่งจับเข้าคุยกันเสียทีไม่อย่างนั้นระบบประกันสุขภาพของคนไทยจะมีปัญหาไม่รู้จบ