ข่าว

เนชั่นแนะ"มาร์ค"ปล่อยสื่อดูแลกันเอง

เนชั่นแนะ"มาร์ค"ปล่อยสื่อดูแลกันเอง

15 ก.ค. 2553

“อภิสิทธิ์”นำทัพปรองดอง เดินสายพบผู้บริหารสื่อ ประเดิมพบเครือเนชั่น เผยถกหลายประเด็นยอมรับได้ประโยชน์มาก ยันแค่รับฟังแต่ไม่ได้แทรกแซง ชี้องค์การวิชาชีพต้องรับลูกต่อ ย้ำสื่อคิดต่างวิพากษ์รัฐบาลได้แต่ต้องไม่รุนแรง รับปฏิรูปช่อง 11 เป็นการบ้านหนักแต่กำลังเดิ

เมื่อเวลา 10.30 น.วานนี้(14ก.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยังอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ถนนบางนา-ตราด ซึ่งเป็นที่ทำการบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พบปะหารือกับผู้บริหารและบรรณาธิการสื่อในเครือเนชั่นฯ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นแนวทางการปฏิรูปสื่อตามแผนปรองดองแห่งชาติ โดยใช้เวลาการหารือนาน 2 ชั่วโมง ทั้งนี้เนชั่นเป็นสื่อเอกชนรายแรกที่นายกรัฐมนตรีและคณะเลือกเดินมาทางมาพบในการเดินหน้าปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 ข้อของแผนปรองดอง

จากนั้นเวลา 13.45 น. นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือว่า ได้ประโยชน์มาก เพราะว่าได้เปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ระดับบรรณาธิการและหัวหน้าที่มีผู้ปฏิบัติทำงานอยู่ได้สะท้อนความคิดเห็นถึงทิศทางของการแก้ไขปัญหาเรื่องของสื่อสารมวลชน ซึ่งในภาพรวมจะเป็นเรื่องที่ทางองค์กรสื่อคงจะไปขับเคลื่อนกัน ส่วนตัวที่คุยกันค่อนข้างมากมีเรื่องของรูปแบบขององค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สะท้อนมาบอกว่ารูปแบบของหนังสือพิมพ์ไปได้ก้าวหน้ากว่ารูปแบบอื่นในปัจจุบันและน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าถ้าส่วนอื่นๆสามารถดำเนินการได้เหมือนกับที่หนังสือพิมพ์เดินมา น่าจะเป็นทิศทางที่ดี

 นายกฯ กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอแนะเรื่องของจรรยาบรรณเรื่องเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์คในอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายการสื่อสารทั้งหลายด้วย ก็เป็นอีกเรื่องที่ดีมาก ไปจนถึงการส่งเสริมองค์กรที่จะมาติดตามการทำงานของสื่อและเชื่อมโยงกับองค์กรวิชาชีพ

 “และมีการทำความเข้าใจเรื่องที่ว่าการทำเรื่องนี้จะไม่เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงอะไรและงานส่วนใหญ่ก็อยากจะเห็นเป็นเรื่องขององค์กรวิชาชีพและองค์กรอิสระเป็นคนทำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า

 เมื่อถามว่ามีการพูดถึงสื่อแท้สื่อเทียมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีประเด็นที่เราต้องเผชิญกับความเป็นจริง แต่ตนไม่อยากใช้คำว่าสื่อแท้สื่อเทียม แต่ใช้คำว่าสื่ออาชีพกับสื่ออื่นก็แล้วกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีการยอมรับ กับประเด็นในเรื่องขอวการใช้เสรีภาพในการแสดงออกว่าขอบเขตที่จะไม่ไปละเมิดกฎหมายโดยเฉพาะไปกระตุ้นความรุนแรงจะมีแนวทางกันอย่างไร แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบทั้งหมด แต่ว่าก็มีการพูดคุยกัน อย่างไรก็ตามมีการพูดถึงเรื่องของกฎหมายบางฉบับที่คิดว่าน่าจะต้องมาทบทวนปรับปรุง

 เมื่อถามว่าการเข้าไปแทรกแซงสื่อของรัฐมีการพูดถึงบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนก็สอบถาม ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างไร ก็ได้ฟังมุมมองเสียงสะท้อนมา อย่างไรก็ตามตนจะพยายามเดินสายไปให้ครบทุกสื่อ ซึ่งในวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. จะเดินทางไปที่เครือมติชน

 เมื่อถามว่าการแก้ปัญหาบ้านเมืองเครือเนชั่นเขาสะท้อนและฝากข้อคิดอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้คุยเรื่องสื่อเป็นหลักแล้วคิดว่าถ้าแนวทางที่แลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาวันนี้เป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติโดยทั่วกันก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

 เมื่อถามว่าหลังจากเดินสายแล้วให้องค์กรสื่อจัดการกันเองแล้วใครจะเป็นเจ้าภาพในการเป็นจุดศูนย์กลางในการรวมความเห็นได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในชั้นนี้นายองอาจยังทำหน้าในการช่วยประสานอยู่ แต่ว่าเราจะพยายามหาตัวองค์กรที่เป็นหลักได้ในแต่ละเรื่องไป เพราะว่าเรื่องมีหลากหลายอาจจะไม่ไปอยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ร.ศ.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านก็ยังทำงานโดยมีการมาทำงานกับนายองอาจอยู่

 เมื่อถามว่าตั้งเป้าว่าจะเห็นเป็นรูปร่างเมื่อไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงเริ่มเดินไปเรื่อยๆเพราะว่าหลายเรื่องมีตัวองค์กรอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่ได้คุยในอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรัดอยู่แล้วเช่นเรื่องของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 เมื่อถามว่าความคาดหวังระหว่างสื่อเอกชนและสื่อของรัฐ คาดหวังสื่อไหนมากกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคาดหวังทุกสื่อ แต่ว่าสื่อของรัฐก็เป็นการบ้านที่หนักสำหรับทางรัฐเอง ซึ่งนายองอาจ กำลังไปเร่งในเรื่องของการที่จะเปลี่ยนแปลงช่อง 11 โดยเฉพาะเรื่องของรายการที่จะมีความหลากหลายมากขึ้นก็กำลังเดินหน้าอยู่

 เมื่อถามว่าจะแสวงหาความร่วมมือกับสื่อที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกับรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นประเด็นเพราะการคิดไม่ตรง การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย แต่สิ่งเดียวที่เราต้องการจะแก้ปัญหาจากเหตุการณ์ 3-4 ปีที่ผ่านมา คือ เวลาที่สื่อถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความรุนแรงนั่นคือจุดหลัก ถ้าหากว่าแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหน่วงขึ้นแต่ไม่รุนแรงตนว่านั่นยิ่งดี ยิ่งเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าบอกว่าทำนั่นไม่ได้ ทำนี่ไม่ได้ แต่สุดท้ายรุนแรงก็ไม่มีประโยชน์

"มาร์ค" ถามทางแก้สื่อแท้-สื่อเทียม

 ทั้งนี้ในเดินทางเข้าพบปะผู้บริหารสื่อเครือเนชั่น กรุ๊ปนั้น นายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการปรารภถึงแนวทางปฏิรูป รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องสื่อแท้ สื่อเทียม เป็นเรื่องแรกที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมาพูดคุย เพราะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน รวมถึงโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มาพร้อมกับปัญหาการถูกใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนของกลุ่มการเมือง ในการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง จึงทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลควรจะใช้วิธีการใดดำเนินการกับสื่อที่เข้าลักษณะนี้ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

 นายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น เสนอแนะว่า หากสื่ออาชีพสามารถทำงานได้ตามปกติ เชื่อว่า สังคมและประชาชนจะเกิดความเข้าใจและสามารถแยกแยะระหว่างสื่อแท้กับสื่อเทียมได้ แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้องค์กรวิชาชีพสื่อมีความเข้มแข็งมากขึ้น ขณะเดียวกัน การให้ความรู้และการให้ความสำคัญกับพลังสังคม ก็จะเป็นแนวทางที่จะกำหนดสื่อให้เป็นไปในแนวทางที่สังคมต้องการ และปฏิเสธสื่อที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม

 สื่อ โซเชียล มีเดีย เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มีการหารือในที่ประชุม เพราะช่วงเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา สื่อประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยจุดเด่นเรื่องของความรวดเร็วในการนำเสนอข่าว และบางส่วนใช้เป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จนอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม

 ทางออกของเรื่องนี้ นายสุทธิชัย เสนอเป็นร่างจรรยาบรรณการใช้สื่อ โซเชียล มีเดีย ให้นายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดกฎกติกาขึ้นมาควบคุมให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม

 นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ บรรณาธิการเนชั่นทีวี เสนอว่าตอนนี้ควรผลักดันให้มีการตั้งสภาวิชาชีพด้านจรรยาบรรณเพียงสภาเดียว เพื่อจะได้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนั้น บางครั้งรัฐบาลก็เหวี่ยงแหมากเกินไปเช่นกรณีเว็บไซต์ประชาไท โดยเนื้อหาแล้วไม่ได้มีอะไร แต่จะมีในส่วนของเว็บบอร์ด ซึ่งก็ควรไปแก้เฉพาะจุด ไม่ใช่เหมารวม

หาช่องจัดการสื่อปลุกระดม 

 ขณะที่นายกรัฐมนตรีพยายามจะตั้งเป็นประเด็นเพื่อหาคำตอบอย่างจริงจังก็คือ กรณีที่มีการยุยงให้เผา หรือการตั้งค่าหัว ตรงนี้จะจัดการอย่างไร โดยนายเกียรติเสริมว่า เมื่อครั้งเดินทางไปสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ถูกถามคือเรื่องสื่อ และตนก็ได้นำประเด็นการขู่เผา การตั้งค่าหัวย้อนถามกลับไป ซึ่งฝ่ายอเมริกา ก็ตอบกลับมาทันทีว่า ปิดอย่างแน่นอน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเสริมอีกว่า กรณีคลิปเสียงของตนที่มีการตัดต่อนั่นก็เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว เพราะเมื่อฟ้องไปแล้วก็ยังมีการนำไปเผยแพร่แจกจ่ายอีก ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่า แจกอีกก็ฟ้องอีกคดี ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมันเป็นไปไม่ได้ และในกฎหมายอาญา ก็ไม่เปิดช่องให้คุ้มครองชั่วคราว หรือสั่งห้ามเผยแพร่ต่อ

เรื่องนี้ นายสุทธิชัยได้ชี้แจงว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่แล้วว่า หากทำให้เกิดความเสียหาย ก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ส่วนกรณีคลิปเสียงนั้น ตามหลักแล้วควรจะมีการพิจารณาว่า ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นโดยรวมต่อสาธารณะหรือไม่ ถ้าเกิด หากกฎหมายไม่เปิดช่องทางให้ควบคุมเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย ก็ต้องไปดูว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อสกัดกั้นตรงนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ข้อเสนอจากผู้บริหารเครือเนชั่นอีกประเด็นก็คือ เรื่องสื่อของรัฐที่จะต้องปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า ยัดเยียด หรือพยายามแทรกแซงการทำงานของสื่อโดยทั่วไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่ก็รับว่า จะต้องมีการปรับปรุง
ย้ำรัฐบาลไม่แทรกแซงปฏิรูปสื่อ