
เบื้องหลังย่างก้าวนิธิ-เสกสรรค์สู่หัวขบวนปฏิรูป
ถ้าเปรียบ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือ คปร. เป็นทีมฟุตบอลรวมดาราโลกแล้ว รายชื่อ 19 กรรมการที่ อานันท์ ปันยารชุน ประกาศออกมานั้นเทียบได้กับนักเตะระดับมหากาฬของโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี หรือ อิเนสต้า
กันเลยทีเดียว เพราะแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนในหลากหลายวงการ ว่าเป็น “ของจริง” อย่าง ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ นักมานุษยวิทยา ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักการศึกษาและพัฒนาระบบราชการ บัณฑร อ่อนดำ นักสังคมวิทยาชนบท วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี เป็นต้น แต่ที่ดูจะทำให้คอการเมืองต้องหยุดสะดุดชื่อ ด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก็เห็นจะเป็นการดึงปัญญาชน “ขั้นเทพ” อย่าง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” นักประวัติศาสตร์ ลงมาจากเชียงใหม่
ขณะเดียวกันก็ชักพาเอา ”เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” นักรัฐศาสตร์ อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลา ให้ก้าวเดินออกมาจากขุนเขาอันวิเวก ให้มาร่วมคณะปฏิสังขรณ์บ้านเมืองได้สำเร็จ
ด้วยปัญญาชนทั้งสองคนนี้ มีพื้นที่ส่วนตัวสูงนัก ไม่ง่ายที่ใครจะดึงให้เขาออกมายืนหน้าฉากทำหน้าที่ออกแบบ ตกแต่งโครงสร้างบ้านเมือง ถ้าใครคนนั้นไม่ใช่ “อานันท์ ปันยารชุน”
เบื้องหลังของการส่ง “เทียบเชิญ” เข้าร่วมภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประสานกันด้วย “งาน” เท่านั้นแต่มันถูกเชื่อมด้วย “สายสัมพันธ์ส่วนตัว” ที่ “อานันท์” มีต่อทั้ง “นิธิ” และ “เสกสรรค์”
กล่าวถึง “เสกสรรค์” นั้น“อานันท์” ชื่นชมบทบาทอดีตนักเคลื่อนไหวเดือนตุลาผู้นี้เป็นอย่างดี ถึงกับเอ่ยปากชม ในหลายที่ หลายวาระ
วันที่ประชุมกันนัดแรก “อานันท์” บอกว่าที่เลือกเสกสรรค์ไม่ใช่เพราะเขาเป็นอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ แต่เป็นเพราะเขาคืออดีตผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา 2516 จึงนับว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ในเรื่องภาคประชาชนสูงมากคนหนึ่ง
ทั้งคู่เคยร่วมงานกันอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ในคณะกรรมการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย “อานันท์” ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิรูปบ้านเมืองกับเสกสรรค์หลายต่อหลายครั้ง จนเห็นถึงมุมมองที่แหลมคมของอดีตผู้นำนักศึกษาคนนี้ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเลือกที่จะ “จับปืน” ต่อสู้กับ “อำนาจรรัฐ”
ในที่สุดเมื่อ “อานันท์” โดดเข้ามาถือธงนำปฏิรูปก็ไม่ลืมที่จะดึงมาร่วมทำงานด้วย ครั้งหนึ่ง “อานันท์” เปรยกับคนใกล้ชิดว่า
“ผมได้ดึงเขาออกมาจากป่าเขาแห่งความสงบชั่วคราว”
และเมื่อประชุมครั้งแรกผ่านไป “อานันท์” พอใจในท่าทีของ “เสกสรรค์” เป็นอย่างมาก ถึงกับบอกว่า
“ไม่ผิดหวัง เพราะเขาทุ่มเททำงานนี้มากจริงๆ”
ส่วน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ที่อาจจะสงสัยว่า “นักวิชาการ” ที่เข้าใจ “รากหญ้า” แบบทะลุปรุโปร่ง จะมีทางปรับจูนความคิดจนเข้าขากับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเรียกขานว่า “ผู้ดีกรุงรัตนโกสินทร์” ได้อย่างไร
แต่ความจริงแล้ว บุคคลทั้งสอง มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างสูง อย่างน้อยก็เป็นแขกประจำของปูนซิเมนต์ไทย เวลาที่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบค้างคืน “อานันท์” และ “นิธิ” ร่วมทริปทัวร์มายาวนานนับสิบปี มีบ้างที่ไม่ได้ร่วมคณะกัน แต่เมื่อไหร่ที่ “อานันท์” ขึ้นเชียงใหม่ คนที่อานันท์นึกถึงแล้วชวนมาจิบน้ำเย็นๆ คนแรกๆ เห็นจะเป็น “นิธิ เอียวศรีวงศ์” นี่แหละ
ส่วนกรรมการคนอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมทีมส่วนหนึ่งมาจาก “อานันท์” อีกส่วนหนึ่งมาจากทีมงานที่ตระเวนหาผู้ที่มีเหมาะสม ที่สำคัญต้องเป็นคนที่ตอบโจทย์ประเทศไทยได้อย่างถึงราก แต่เมื่อถูกเสนอชื่อมาแล้วก็ไม่ใช่จะเคาะทันที เพราะประธานจะตรวจตราอย่างละเอียดยิบ
แต่ก็มีบ้างที่เมื่อประธานโทรศัพท์ไปแล้วได้รับการปฏิเสธอย่าง “อัมมาร สยามวาลา” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ใช่ว่าจะไม่ต้องการให้ความร่วมมือ แต่ชี้แจงว่าสภาพร่างกายไม่เอื้อให้นั่งประชุมนานๆ แต่พร้อมจะสนับสนุนงานด้านวิชาการที่ คปร.ต้องการ
“ทีมงาน” คนหนึ่ง เล่าว่า เราช่วยกันหารายชื่อกันหลายคน เลือกขึ้นมาให้ท่านประธานพร้อมทั้งประวัติ ผลงาน บทสัมภาษณ์ เพื่อให้พิจารณา ซึ่งไม่ใช่ว่าท่านจะเชื่อพวกเราทันที แต่ท่านจะตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ แล้วเช็กอีกรอบ โทรศัพท์ไปถามจากหลายๆ แหล่งเพื่อยืนยันว่าคนที่เลือกเข้ามานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง
"ต้องยอมรับว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้หลายคนยอมมาเป็นกรรมการก็เพราะบารมีส่วนตัวของท่านอดีตนายกฯ และการที่เป็นคนให้เกียรติคน พร้อมจะฟังคนไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน”
การระดมเอาผู้นำทางความคิดจากหลายวงการมานั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกันที่ว่ายากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือปรับแต่งเอามุมมอง ความคิด อุดมการณ์ ของ 19 ปรมาจารย์หลอมรวมให้เป็น “หนึ่งเดียว” เพื่อให้หัวขบวนปฏิรูปประเทศพุ่งไปข้างหน้าอย่างมีพลัง และมีทิศทางที่ชัดเจน
ภารกิจในยกที่ 2 นี่แหละที่ท้าทาย “อานันท์ ปันยารชุน”
เสถียร วิริยะพรรณพงศา
twitter @satien_nna



