
นับถอยหลัง
เผลอประเดี๋ยวเดียว เดือนกรกฎาคมก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว นั่นหมายความว่าปี พ.ศ.2553 ก็เหลืออีกเพียงห้าเดือนครึ่งเท่านั้นเองครับ ที่ปีนี้ผ่านไปเร็ว อาจเป็นด้วยเราใช้เวลาไปกับเหตุการณ์ชุมนุมและความวุ่นวายต่างๆ ไปพักใหญ่สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้มีลักษณะแม้จะ
อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งซึ่งต้องเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นานเกินรอ นั่นก็คือการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะส่งผลสำคัญต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก็ตามที เนื่องเพราะมีความเป็นไปได้เป็นอย่างมากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ที่มีบางคนกล่าวอ้างว่าขาดความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะร่างขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับคณะปฏิวัติ หรือ คมช. และในสภาวะการเมืองที่ไม่เป็นปกติ จนมีการเรียกร้องจากกลุ่ม นปช. และพรรคเพื่อไทยให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า พรรคการเมืองบางพรรคจะยอมรับผลของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายตนคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเชื่อว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะไม่มีพรรคการเมืองใดมีเสียงเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือน้อยพรรคได้ ดังนั้นสภาพโดยรวมจะกลับไปสู่เหตุการณ์ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 นั่นคือ จะเป็นรัฐบาลหลายพรรค และพรรคขนาดกลางจะมีอำนาจในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ขณะเดียวกัน พรรคที่เป็นฝ่ายค้านก็จะมีการดึงตัว ส.ส. หรือแม้แต่พรรคการเมืองให้เปลี่ยนขั้วการเมือง ทำให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพเช่นเดียวกับในอดีต
มีการคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่า ในช่วงการเลือกตั้งที่จะถึงนั้น จะมีการทุ่มเทกระสุนทั้งกระสุนเงินและกระสุนตะกั่วอย่างรุนแรง นอกจากภาพของการซื้อเสียง-ขายเสียงแล้ว ภาพของการถล่มผู้สมัครที่เป็นคู่แข่ง หัวคะแนน และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ก็จะเกิดขึ้นโดยทั่วไป ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเมืองแบบน้ำเน่าในบ้านเมืองเรา
และปัญหาใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือความแตกแยกในสังคมไทย ที่ก่อให้เกิดการแบ่งสี แบ่งภาคกันอย่างชัดเจน และนับวันก็จะยิ่งมองเห็นสีที่แตกต่างชัดเจนขึ้น การเลือกตั้งจึงไม่ต่างจากการเพิ่มดีกรีของการเผชิญหน้ากันในทางการเมือง ซึ่งหากมองในแง่สุทัศนะนิยม ก็อาจจะเห็นว่าเป็นการดีกว่าการเผชิญหน้ากันในท้องถนนหรือพื้นที่ชุมนุม แต่ในทางตรงกันข้ามก็อาจมองได้ว่า จะมีการใช้เอกสิทธิ์ของความเป็นผู้แทนราษฎร และกลไกทางการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความกังวลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ยังมิได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาลง ขณะที่รัฐบาลก็เริ่มที่จะนับถอยหลังไปเรื่อยๆ ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ทำในสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า บ้านเมืองจะเละตุ้มเป๊ะมากไปกว่านี้ และเวลาที่รัฐบาลชุดนี้ซื้อไปวันๆ นั้น ก็คงจะหมดโอกาสที่จะซื้อกันอีกต่อไปแล้วละครับ



