
ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศตอนวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในองค์กรตำรวจ
กว่าหนึ่งทศวรรษนับตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 สืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลในยุคนั้นมีนโยบายที่จะปรับปรุงกิจการตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีระบบการบริหารจัดการที่คล่องตัวเป็นอิสระภายในกรอ
ตำรวจไทยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือ การรักษาความมั่นคงภายในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การตระเวนชายแดน การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และอำนาจหน้าที่อื่นที่กำหนดไว้ในกฎหมาย การมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีและมีความเป็นอิสระทำให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรตำรวจในยุคนั้น กำหนดให้ตำรวจอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี วิสัยทัศน์สำคัญคือ เน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับและการกระจายอำนาจการบริหารไปให้หน่วยงานระดับภูมิภาคอย่างเต็มที่
โครงสร้างองค์กรของตำรวจไทยนับได้ว่ามีการวางโครงสร้างที่ทันสมัยและก้าวล้ำนำหน้ากว่าองค์กรภาครัฐอื่นๆ จำนวนมาก แม้กระทั่งองค์กรด้านการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย จะเห็นได้จากภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังจากการปรับโครงสร้างใหญ่ในปี พ.ศ.2541 แล้วนั้น มีการจัดโครงสร้างการบริหารที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากประชาชนในทุกระดับที่เชื่อมประสานสอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้อย่างน่าที่จะมีประสิทธิภาพ (แต่ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น)
โดยการที่กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจแห่งชาติ (กต.ตร.) เป็นองค์การนโยบายตำรวจแห่งชาติ และให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจกรุงเทพมหานคร (กต.ตร.กทม.) คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับจังหวัด (กต.ตร.จังหวัด) ตลอดจนให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับสถานีตำรวจ (กต.ตร.สถานีตำรวจ)เป็นองค์กรที่นำนโยบายพัฒนาและการบริหารงานตำรวจไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลตามนโยบายระดับชาติที่กำหนด รวมทั้งนำความคิดเห็นของปัญหาเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่กลับขึ้นสู่กระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงโดยมีประชาชนเข้ามาเป็นคณะกรรมการทุกระดับ “เราบริจาคให้ตั้งเยอะแยะ เราขอแค่ย้ายตำรวจคนนี้ให้เราไม่ได้” ตัวอย่างคำพูดของคหบดีชายวัยกลางคนผู้ดำรงตำแหน่ง กต.ตร.สถานีตำรวจ ผู้พูดแสดงท่าทีประกอบคำพูดที่ให้ความหมายว่าวิธีคิดของตนเองถูกต้อง มิได้ขัดเขินว่าการเรียกร้องของตนเองเป็นการแทรกแซงการบริหารจัดการในองค์กรตำรวจ ไม่ได้ตระหนักว่าบทบาทในฐานะ กต.ตร.ที่สำคัญคือการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับองค์กรตำรวจและสังคม คิดเพียงแต่ว่าเมื่อฉันมีอำนาจ เมื่อฉันเป็นผู้ให้ ฉันก็มีสิทธิที่จะรับและควรที่จะมีสิทธิในการใช้อำนาจเพียงแค่โยกย้ายตำรวจเพียงคนเดียวไม่น่าจะทำให้ระบบการบริหารจัดการองค์กรเสียหาย? ผู้นำหรือผู้บริหารที่ไม่มีสำนึกของการสร้างวัฒนธรรมความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่สังคมไม่ควรที่จะมีบทบาทและอำนาจอยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน
การมุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กต.ตร.ในโลกของตำรวจก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนและไม่ใช่ทางออกของการเพิ่มประสิทธิภาพในโลกของตำรวจ หากแต่การรื้อวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ดำรงอยู่บนระบบการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่เกี่ยวข้องกับผู้นำหรือผู้บริหารนอกองค์กรตำรวจกับผู้นำตำรวจในระดับต่างๆ ต่างหากที่เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเพื่อมิให้ดำรงอยู่ในส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



