
ความอยู่รอด
ก็ชัดเจนว่า "พรรคไทยเข้มแข็ง" ถูกขอจดตั้งพรรคไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา รอเพียงมีประกาศลงในราชกิจจาฯ
ส่วนจะเป็นพรรคสำรอง เผื่อเหลือเผื่อขาด ในกรณีพรรคประชาธิปัตย์โดนยุบหรือไม่ เวลาเท่านั้นแหละที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
แต่ที่แน่ๆ พรรคไทยเข้มแข็ง จดทะเบียนโดยมีนายมนัส พานิช เป็นหัวหน้าพรรค และนายประธาน พรหมอ่อน เป็นเลขาธิการพรรค มีที่ทำการพรรคอยู่ที่เลขที่ 385 หมู่ 1 ถนนบ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ส่วนทั้งสองคนจะเป็นนอมินี หรือตัวแทนใครหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป เพราะในวันนี้วันพรุ่ง คงจะยังไม่มีอะไรเสียหาย หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เพราะจริงๆ แล้วการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่ดูจากตัวอย่างในการพิจารณาเรื่องทำนองนี้ กว่าจะเสร็จก็อย่างน้อย 3 เดือน
เร็วไปที่ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จะมาพูดจายอมรับว่า ประชาธิปัตย์จะแปรสภาพเป็น ไทยเข้มแข็ง หรือไม่
ทั้งที่เรื่องนี้ใครทำอะไรต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
รวมทั้งใครที่ทุ่มเทให้แก่การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพรรค
ความเป็นจริงของประชาธิปัตย์ในวันนี้ก็คือ ชวน หลีกภัย ผู้กุมหัวใจของพรรค และทีมงานด้านกฎหมาย ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพรรคอย่างเดียวดาย
ยิ่ง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไปเป็นรัฐมนตรีวัฒนธรรม ก็ยิ่งขาดมือไม้สำคัญที่จะมาช่วยดูสำนวนที่มีอยู่กว่า 800 หน้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาคนเพิ่ม แม้ว่าคนที่เพิ่มเข้ามา จะเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้ นายหัวชวน ถึงกับต้องบอกผ่านสื่อว่า จะต้องนำเรื่องเข้าหารือกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค
ราวกับว่า ความเป็นความตายของพรรคนั้น อภิสิทธิ์ ยังไม่รู้ว่ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่อง
แล้วก็ไม่รู้ว่า ทีมกฎหมายประชาธิปัตย์นั้น ยังขาดในเรื่องเงินทุนที่จะใช้ในการหาข้อมูล หาหลักฐานมาประกอบในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ว่ากันตามจริงแล้ว คดีนี้ไม่ง่ายสำหรับประชาธิปัตย์
การชี้แจง หรือยกหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายความว่า ต้องให้แค่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นคล้อยตามเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนคนทั่วไป โดยเฉพาะคนเสื้อแดงเห็นพ้องและยอมรับ หากเป็นกรณีที่ศาลยกคำร้อง เหมือนกับที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเคยลงนามให้ยกมาแล้ว
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง และข้อครหา "สองมาตรฐาน" ที่กลายเป็นความฝังใจของผู้คนอีกสีหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเพียงเพื่อเอาตัวรอด แล้วปล่อยให้สังคมไปถกเถียงหาทางออกกันเอง
แต่การถอดใจไม่สู้ ทั้งแง่กฎหมายหรือข้อเท็จจริง แล้วไปตั้งพรรคใหม่ ก็ชัดว่า "อุดมการณ์" กับ "ความอยู่รอด" มันไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



