
วิทยุชุมชนประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ถ้าใช้ให้เป็น
กระแสการวิพากษ์วิจารณ์กรณีของวิทยุชุมชน ดูจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ในการสัมมนาหัวข้อการปฏิรูปสื่อเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ ทั้งในรูปของการเสนอความคิดสดๆ บนเวทีและการนำเสนอในรูปข
เมื่อพูดถึงวิทยุกระจายเสียง ดูจะเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะมีการส่งกระจายเสียงทางวิทยุเมื่อ 80 กว่าปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากการเป็นกระบอกเสียงของรัฐในการสื่อสารกับประชาชน เริ่มจากภาคกลางในเมืองหลวงแล้วค่อยๆ ไปเปิดสถานีในต่างจังหวัด เพื่อให้สามารถสื่อสารได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เรียกว่าวิทยุท้องถิ่น หรือวิทยุประจำถิ่น มีชื่อย่อเรียกง่ายๆ ว่า วปถ. ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ววิทยุท้องถิ่นยุคนั้น ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นสื่อของท้องถิ่นจริงๆ เพราะเนื้อหาของรายการและข่าวสารต่างๆ ก็เป็นเรื่องจากส่วนกลาง เป็นข่าวสารจากภาครัฐเป็นหลัก
การเกิดขึ้นของสถานีวิทยุ จส.100 น่าจะถือได้ว่าเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่ของรายการวิทยุที่ประชาชนหรือผู้คนในชุมชนเริ่มมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่คนกลุ่มหนึ่งอยากรู้ แม้จะเป็นเพียงการรายงานสภาพจราจรโดยผู้ใช้รถใช้ถนนก็ตาม
คำจำกัดความของ "สถานีวิทยุชุมชน” ที่เป็นของชุมชนจริงๆ คือชุมชนร่วมกันเป็นเจ้าของ ร่วมกันเป็นผู้จัดรายการ ด้วยภาษาและสำเนียงท้องถิ่นที่ไม่ต้องปรุงแต่ง ชุมชนร่วมกันบริหาร เนื้อหาสาระต่างๆ ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือเกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์กับชุมชนนั้นๆ ไม่ใช่สื่อจากฝ่ายปกครองไปยังชาวบ้านบอกให้ทำโน่นทำนี่ และไม่ได้แสวงหากำไร คือชาวบ้านต้องหาทางระดมทุนกันเอง เช่นการจัดงานบุญในหมู่บ้าน
สถานีวิทยุที่เรียกตัวเองว่าเป็นวิทยุชุมชน เริ่มมีขึ้นในไทยเมื่อปี 2540 แล้วขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะลงทุนน้อย การตั้งสถานีทำได้ง่าย ตัวเลขจนถึงวันนี้น่าจะมีอยู่กว่า 6,000 สถานี แต่ในความเป็นจริงแล้วในจำนวนนี้มีประมาณ 200 สถานีเท่านั้นที่ไม่ได้แสวงหากำไร แต่ส่วนใหญ่ยังคงจำเป็นต้องวิ่งหาโฆษณามาจุนเจือเพื่อความอยู่รอด และไม่น้อยที่มุ่งเน้นผลทางธุรกิจเป็นสำคัญ จึงทำให้นักวิทยุชุมชนหลายรายที่อยากทำวิทยุตามอุดมการณ์เสนอแนวคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่ควรกำหนดเป็นร้อยละออกมาให้ชัดๆ เช่น ในจำนวนสถานีเหล่านี้น่าจะมีสถานีที่ทำในเชิงธุรกิจสักกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นช่องทางในการสื่อสารของรัฐสักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสถานีที่ไม่แสวงหากำไร และทำงานตามแนวคิดเรื่องสถานีวิทยุชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชนอย่างแท้จริงอีกกี่เปอร์เซ็นต์
รวมทั้งเห็นว่ารัฐควรมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ มีกฎกติกาที่ชัดเจน และควรควบคุมที่คนจัดรายการ ไม่ใช่ควบคุมสถานีหรือปิดสถานี ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น คือคนจัดรายการต่างหากที่ทำไม่ถูกต้อง หรือใช้การกระจายเสียงไปในทางที่ผิด ไม่ใช่ตัวสถานี ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือ และเห็นว่าการมีสถานีวิทยุชุมชนโดยเฉพาะสถานีที่ทำเพื่อชุมชนอย่างแท้จริงนั้นมีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ เพียงแต่ต้องมีการกำกับดูแล การบริหารรวมไปถึงการส่งเสริมอย่างจริงจังจากรัฐ
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีการบัญญัติไว้ว่า "คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ" ดังนั้น ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน จะได้ช่วยกันทำให้วิทยุชุมชนได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของชุมชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และหากภาครัฐรู้จักใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดจากคุณสมบัติที่ทรงพลังของความเป็นสื่อที่เข้าถึงทุกครัวเรือน โดยเฉพาะกับกลุ่มรากหญ้ารากแก้ว ก็จะสามารถนำศักยภาพของสื่อวิทยุชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างอเนกอนันต์ สมกับที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ
เล่าสู่กันฟัง
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



