ข่าว

อภิสิทธิ์ยันไม่คว่ำบาตรกก.มรดกโลกต้องเคลียร์แดน

อภิสิทธิ์ยันไม่คว่ำบาตรกก.มรดกโลกต้องเคลียร์แดน

13 ก.ค. 2553

นายกฯ ยันไม่คว่ำบาตรคณะกรรมการมรดกโลก ย้ำไม่ขึ้นทะเบียนจนกว่าปัญหาเขตแดนจะยุติ ครม.อนุมัติ “งบ” หนุนการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 34

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ตึกสันติไมตรีภายหลังการประชุมครม. ว่า ในการประชุมครม.ได้รับทราบแนวทางที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการเกี่ยวกับการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 25 ก.ค.- 3 ส.ค.นี้ ที่ประเทศบราซิล ซึ่งนายสุวิทย์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าได้ทำงานล่วงหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว โดยความเห็นของประเทศไทยก็ชัดเจนว่าไม่ควรมีการเดินหน้าต่อในเรื่องนี้จนกว่าปัญหาการกำหนดหลักเขตแดนต่างๆเป็นที่ยุติ อีกทั้งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้ามา จึงไม่ค่อยจะเหมาะสมที่จะมีการพิจารณา

 เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายต้องการให้ไทยคว่ำบาตรด้วยการไม่เข้าร่วมคณะกรรมการชุดนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะได้ประโยชน์ แต่ตนคิดว่าเราเอาความจริงให้ประชาคมโลกได้รับทราบจะดีที่สุด เพราะเราถอยออกมาประเทศเดียว แต่ประเทศที่เหลือเขาก็ฟังความข้างเดียว ยิ่งทำให้เราทำงานยากขึ้น

 “อย่างไรก็ตามการตัดสินในเรื่องมรดกโลกเราถือว่าไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนอยู่แล้ว เพราะจะไม่เหมือนกับสมัยที่มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา โดยครั้งนี้ไม่มีการกระทำการใดๆของรัฐบาลไทยที่จะไปยอมรับเรื่องแบบนั้น” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่ามองเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างไทยกับกัมพูชาในคณะกรรมการมรดกโลกอย่างไร เกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่เราเสนอไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าขณะนี้เรามีเวลาทำงานมาโดยตลอดทั้งปี และตนก็มีโอกาสไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆให้ทราบประเด็นชัดเจนขึ้น ความเข้าใจต่อประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นก็ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการที่เราเข้าไปมีความสัมพันธ์ในเวทีต่างๆนั้นดีกว่าที่เราถอยห่างออกมา แล้วคนเขาก็ฟังความข้างเดียว

 เมื่อถามว่าในเวลานี้สิ่งที่ดีที่สุดระหว่าง 2 ประเทศ คือ คณะกรรมการมรดกโลกควรทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ควรจะเลื่อนการดำเนินการใดๆไปก่อนจนกว่าเราจะมีความชัดเจนระหว่างกัมพูชากับไทย

 เมื่อถามว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้มีการรายงานข้อมูลการที่กัมพูชาจะจัดกิจกรรมวันแห่งความโกรธแค้นในวันที่ 15 ก.ค. นี้ หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ครม.อนุมัติ“งบ”หนุนเข้าร่วมประชุมกก.มรดกโลก

 นายมารุต มัสยวนิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้ 1.เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินการโน้มน้าว (Lobby) ประเทศภาคีสมาชิกในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกให้เห็นด้วยกับราชอาณาจักรไทยว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารก่อให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งและการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา

 จึงควรชะลอการพิจารณาแผนการจัดการพื้นที่ (Management Plan) ปราสาทพระวิหารของราชอาณาจักรกัมพูชาไปก่อนจนกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องแนวเขตระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาจะเสร็จสิ้น โดยให้ ทส. ประสานงานกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการดังกล่าว

 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 2.เห็นชอบอนุมัติวงเงินงบประมาณ 10,000,000 บาท สำหรับผู้แทน ทส. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) และกระทรวงการคลังพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2553 ณ กรุงบราซิเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ทั้งนี้ การใช้งบประมาณจะเป็นไปตามที่เบิกจ่ายจริง หรือสำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกฯ ให้ใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินไม่เกิน 10,000,000 บาทตามที่เสนอโดยให้ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

"สุวิทย์"รอดูข้อมูลจากกัมพูชาที่ส่งให้กก.มรดกโลก

 นายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 25 ก.ค.- 3 ส.ค.นี้ ที่ประเทศบราซิล ว่า การประชุมดังกล่าวคงเป็นเรื่องของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเราต้องดูให้รอบคอบเพราะในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เราเป็นห่วงกันคือเรื่องของเขตแดนและอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ที่เป็นสาระสำคัญที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ดูในรายละเอียดในเรื่องนี้แล้ว และคิดว่าในส่วนของกระบวนการพิจารณาหรือดำเนินการต่อไปนั้น เราได้พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่แล้วบอกว่าปัญหาที่สำคัญคือเรื่องของเขตแดนที่ต้องการความชัดเจน อีกทั้งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชาที่กำลังดำเนินการในเรื่องการแบ่งเขตแดน แต่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในเรื่องของปราสาทพระวิหารขณะนี้ ยังขยับไม่ได้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเขตแดน

 เมื่อถามว่ามีข่าวว่ากัมพูชาเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบบริเวณปราสาทพระวิหารแล้ว แต่ยังขาดข้อมูลจากฝ่ายไทย ซึ่งไม่ตรงกับข้อกำหนดของคณะกรรมการมรดกโลก นายสุวิทย์ กล่าวว่า เราไม่มีหน้าที่ที่ต้องเสนอข้อมูลในส่วนนี้ แต่ข้อมูลที่กัมพูชาต้องเสนอต่อคณะกรรมการชุดนี้ต้องได้รับการเปิดเผย และระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการฯที่จะมีขึ้นที่ประเทศบราซิล ก็มีเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการส่งเอกสารมาให้เท่านั้น ทั้งนี้เมื่อมีการส่งเอกสารมาให้แล้ว เราก็คงนำมาพิจารณากันโดยรอบคอบอีกครั้งว่าเอกสารดังกล่าวประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างไร

 เมื่อถามว่าเป็นห่วงเรื่องความได้เปรียบ-เสียเปรียบของไทยในการประชุมดังกล่าวหรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ยอมรับอยู่ส่วนหนึ่งว่าเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ในการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวที่เมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เราพูดอย่างหนึ่ง แต่ในการประชุมที่รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ปรากฏว่าการนำเสนอของไทยกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง กลายเป็นตัวแทนของประเทศเดียวกันพูดคนละเรื่อง ทำให้เกิดความสับสนและเป็นประเด็นที่ทำให้กรรมการไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แม้เขาอยากจะเข้าข้างฝ่ายไทยก็ตาม ในที่สุดก็มีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่เรายังทักท้วงอยู่ตลอดว่าการขึ้นทะเบียนดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์และไม่ชอบ เพราะยังมีความไม่สมบูรณ์ของการนำเสนอเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมถึงขอบเขตแผนการบริหารจัดการและองค์ประกอบอื่นๆที่ระบุไว้ในข้อบังคับการปฏิบัติการของคณะกรรมการมรดกโลก ดังนั้นคณะกรรมการฯไม่สมควรจะพิจารณา เพราะผิดเงื่อนไขกติกาที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าตรงไหนที่บอกว่าขึ้นทะเบียนแล้ว

 เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศแต่งตั้งให้นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปเดินสายชี้แจงกับประเทศที่เป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก จะช่วยทำให้ประเทศเหล่านั้นเห็นด้วยกับไทยมากขึ้นหรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ที่จริงเราช่วยกันทำหมดทุกคน ทุกหน่วยงานที่มีการดำเนินการ โดยพยายามพูดจาและนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประเทศต่างๆรับทราบ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ 21 ประเทศที่เป็นกรรมการมรดกโลก ทั้งนี้ไทยโชคดีที่เราได้รับเลือกให้เป็นรองประธานคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งตรงนี้น่าจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอและมีการพูดจาได้มากขึ้น แต่เนื่องจากยังไม่มีการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆให้ทางคณะกรรมการฯได้พิจารณา ซึ่งเราคงต้องรอดูเอกสารที่กัมพูชาจะส่งเข้ามาอีกครั้ง โดยเราต้องดูเรื่องเขตแดนก่อน เพราะเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นเรื่องใหญ่