ข่าว

อภิสิทธิ์ย้ำครม.แจกโบนัสข้าราชการเฉพาะผู้ปฏิบัติ

อภิสิทธิ์ย้ำครม.แจกโบนัสข้าราชการเฉพาะผู้ปฏิบัติ

13 ก.ค. 2553

นายกฯย้ำครม.แจกโบนัสขรก.เฉพาะผู้ปฏิบัติ เชื่อไม่กระทบเงินเฟ้อ “จุรินทร์” เผยรัฐบาลจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มคนละ 145 บาท จัดงบกว่า 7,000 ล้านบาท รักษาโรคเรื้อรัง อาทิเอดส์ ไตวาย ความดันโลหิตสูง เตรียมเชิญ อย.และกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ข้อมูลวันหมดอายุ

เมื่อเวลา 15.00 น.  วันที่ 13 ก.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ตึกสันติไมตรีภายหลังการประชุมครม. ถึงกรณีที่ครม.มีมติอนุมัติการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีให้กับข้าราชการว่า ที่ประชุมครม.ได้อนุมัติตามมติครม.เดิม เนื่องจากปีนี้ไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้ ก็จะใช้รวบรวมเงินเหลือจ่ายรวมจากโครงการในปีก่อนๆเข้ามารวมกันและบวกกับอีก ประมาณ 1,400 ล้านบาท ที่ค้างอยู่ ซึ่งการจัดเงินตอบแทนพิเศษจะให้อยู่ในวงเงินนี้ แต่ให้สำหรับส่วนราชการทุกหน่วยจะได้ไม่มีการเหลื่อมล้ำกัน โดยที่วงเงินจะลดลงจากเดิม นอกจากนี้ครม.ได้มีมติไม่ให้ผู้บริหารจะให้แต่ระดับผู้ปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบแท่งที่แยกระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติ

 เมื่อถามว่ามีการพิจารณาหรือไม่การให้เงินรางวัลนี้จะกระทบกับเรื่องเงินเฟ้ออย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า คงไม่ เพราะทุกปีจะใช้เงินมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเราได้มีการให้ทบทวนด้วย เพราะเรื่องของเงินตัวนี้ตอนที่มีความเริ่มต้นเป็นเรื่องการพยายามจูงใจให้ส่วนราชการต่างๆสามารถที่ปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อลดค่าจ่าย แต่ทำไปทำมาเหมือนกับกลายเป็นเงินอีกก้อนเข้ามาตอบแทนและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องระบบวิธีการประเมินต่างๆ ฉะนั้นได้ให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)ไปทบทวนโครงการใหม่สำหรับปีต่อๆไป เมื่อถามว่าหวังผลอย่างไรกับการให้ข้าราชการครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงเป็นเงินที่เขาได้มาทุกปี แต่ปีนี้จะได้น้อยลง

จุรินทร์เผยรัฐบาลจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มคนละ145บาท    

  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2554 ซึ่ง สป.สช.ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งหมด 129,280 ล้านบาท โดยเฉพาะงบเหมาจ่ายรายหัว ตามโครงการหลักประกันสุขภาพ ได้รับจัดสรรเพิ่มจากรัฐบาลหัวละ 145 บาท จาก 2,401 บาท เป็น 2,546 บาท จัดสรรให้กับผู้ป่วยนอกหัวละ 795.39 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 ผู้ป่วยใน 954.72 บาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 และงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคเพิ่มขึ้นเป็น 312.50 บาท คิดเป็นร้อยละ 5.7

  ในส่วนของการให้บริการด้านทันตกรรมได้แยกออกมาเป็นหมวดพิเศษ ในปีนี้ได้รับการจัดสรรหัวละ 2.25 บาท เพิ่มขึ้น 100% จากนั้นจะมีในเรื่องของงบประมาณฟื้นฟูสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็นหัวละ 12 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.5 นอกจากนั้นมีงบในการบริการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เพิ่มเป็นหัวละ 6 บาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 200% ซึ่งผลในการจัดสรรงบประมาณไปยังสถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะนี้มีผลช่วยให้งานด้านการส่งเสริมป้องกันโรคและคุณภาพด้านการรักษา การบริการและการมีส่วนร่วมของประชาชนดีขึ้น

 นอกจากนี้ยังมีงบในส่วนของกองทุนที่แยกออกมาเฉพาะ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ได้แก่งบรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์จัดไว้ 2,997 ล้านบาท งบสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 3,226 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนไตและการล้างไตทางช่องท้อง และจะขยายการให้บริการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 9,521 คน คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 16,303 คน  ยังมีงบสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน 630 ล้านบาทที่จะสามารถดูแลผู้ป่วยได้ 2,311,538 คน และผู้ป่วยจิตเวชจัดไว้ 203 ล้านบาท จะช่วยให้บริการยาตัวใหม่อีก 2 ตัว สามารถนอนพักรักษาในโรงพยาบาลได้มากกว่า 15 วัน คาดว่าจะให้บริการผู้ป่วยได้ 119,371 คน

 นอกจากนี้ได้มอบหมายให้เลขาธิการสปสช.ประสานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เพื่อสอบถามเรื่องการจดสิทธิบัตรยาและ การขึ้นทะเบียนยา เนื่องจากมีประเด็นที่ประชุมจะต้องพิจารณาเรื่อง ซีแอลยา เพราะจำเป็นจะต้องทราบวันหมดอายุสิทธิบัตรยา เพื่อประกอบการตัดสินสปสช.ในอนาคต เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยในโรคสำคัญๆ เช่น โรคเอดส์เป็นต้น   ที่ผ่านมา เช่น การประกาศซีแอลยาครั้งแรกไม่มีข้อมูลวันหมดอายุสิทธิบัตรยา แต่ครั้งล่าสุดที่ รมว.สธ.เป็นประธานได้ต่ออายุการทำซีแอลยาเอดส์ 2 ตัวที่ทราบวันหมดอายุแล้ว แต่คณะอนุกรรมการสปสช.ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลว่าระบบการค้นหาข้อมูลวันหมดอายุสิทธิบัตรยาค่อนข้างใช้เวลาและต้องใช้ระบบการค้นคว้าที่ค่อนข้างยุ่งยาก จึงจำเป็นต้องเชิญทั้ง 2หน่วยงานมาสอบถามข้อมูลเพื่อประสานงานได้ง่ายขึ้นในอนาคต