
ที่ตั้งพรรคไทยเข้มแข็งยังไม่ขึ้นป้าย
สดศรี เผยมีการจดตั้งพรรคไทยเข้มแข็งแล้ว ยันไม่รู้เรื่องว่าเป็นพรรคสำรองปชป.หรือไม่ ไพฑูรย์ ยัน "ปชป." ตั้งพรรคไทยเข้มแข็งสำรอง แค่ข่าวลือ
(13ก.ค.) ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้มาจัดตั้งพรรคการเมืองสำรองชื่อพรรคไทยเข้มแข็ง ไว้รองรับกรณีถูกยุบพรรค ว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่กกต.รับรอง และยังไม่ถูกยุบพรรครวม 50 พรรค และมีอีก 1 พรรคที่ยื่นขอจดจัดตั้งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตอบรับแล้ว อยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีก 1 พรรค คือ พรรคไทยเพื่อไทย มีนายสาทิตย์ รอดช้าง เป็นหัวหน้าพรรค นายธงชัย ธาตุเขียว เป็นเลขาธิการพรรค ชื่อพรรคดังกล่าวคล้ายคลึงกับพรรคเพื่อไทย แต่ตามกฎหมายไม่บัญญัติห้าม นายทะเบียนจึงเห็นชอบ
ส่วนพรรคไทยเข้มแข็งได้มายื่นจดจัดตั้งเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีนายมนัส พานิช เป็นหัวหน้าพรรค และนายประธาน พรหมอ่อน เป็นเลขาธิการพรรค มีที่ทำการพรรคอยู่ที่เลขที่ 385 หมู่ 1 ถนนบ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่ทั้งนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าการยื่นของจดตั้งพรรคดังกล่าวเพื่อรองรับการถูกยุบพรรคหรือไม่ เพราะการยื่นของจดจั้งตั้งพรรคนั้นมีมาเรื่อยๆ ซึ่งหากมีการยื่นถูกต้องตามหลักเกณฑ์กกต.ก็ต้องรับจดจัดตั้ง ซึ่งการจดจัดตั้งพรรคทำได้ง่ายแต่การจะรักษาให้อยู่ยาวนั้นทำได้ยาก
นางสดศรี ยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงความหนักใจกับการยื่นคำร้องยุบพรรคในประเด็นเงินบริจาคพรรค 258 ล้านบาท ว่า เป็นธรรมดาถ้าไม่เกิดขึ้นกับใครก็ไม่รู้สึก แต่กกต.ยืนยันว่าทำตามหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดปัญหากับพรรคการเมืองใดๆทั้งสิ้น เพราะกกต.ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเรื่องดังกล่าว ผลคำพิพากษาออกมาอย่างไรกกต.ไม่อาจจะไปก้าวล่วงหรือท้วงติงอะไรได้ เพราะมีหน้าที่แค่ยื่นคำฟ้องและเสนอเรื่องผ่านกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ซึ่งเรื่องเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็เป็นหน้าที่ศาลที่จะวินิจฉัย
ที่ตั้งพรรคไทยเข้มแข็งสงขลายังไม่มีการขึ้นป้าย
หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อรองรับกรณีหากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค โดยใช้ชื่อว่า พรรคไทยเข้มแข็ง ตั้งอยู่เลขที่ 385 ถนนบ้านหน้าควน - บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีนายมนัส เป็นหัวหน้าพรรค
จากการเดินทางไปตรวจสอบของผู้สื่อข่าวตามที่อยู่ดังกล่าวพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ในหมู่บ้านฉัตรทองวิลล่า แต่ยังไม่ได้มีการขึ้นป้ายติดชื่อพรรคไทยเข้มแข็ง และภายในสำนักงานยังว่างเปล่ามีเพียงโต๊ะประชุม 1 ชุด และโต๊ะสำนักงานอีก 2 ชุด พร้อมคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง อย่างไรก็ตามจากการสอบถามผู้เช่าอาคารหลังดังกล่าวซึ่งไม่ขอเผยตัวและชื่อ ทราบว่า รู้จักและสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายมนัส
โดยหลังจากที่นายมนัสได้ไปขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรคไทยเข้มแข็ง เมื่อหลายเดือนก่อน ได้มาขอใช้สถานที่เป็นที่ทำการพรรคเมืองชั่วคราว และได้มีการนัดประชุมแกนนำพรรค 2-3 ครั้ง เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของพรรค รวมทั้งได้มีเจ้าหน้าที่จาก กกต.ลงไปตรวจสถานที่ตั้งเรียบร้อยแล้ว และระหว่างที่มีการประชุมแกนนำพรรคก็ไม่เห็นว่ามีนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนของพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งที่ทำการพรรคไทยเข้มแข็งแห่งนี้เป็นเพียงที่ตั้งชั่วคราวจนกว่าจะหาสถานที่ใหม่ได้
ชวนเตรียมถก"อภิสิทธิ์"หาคนมาช่วยทำคดียุบพรรคปชป.
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นเอกสารสำนวนสอบสวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับเรื่อง คงต้องรอดูข้อกล่าวหาก่อน เพราะเมื่อศาลรับเรื่องแล้วก็จะส่งเอกสารมาให้กับผู้ถูกร้องก็คือพรรคประชาธิปัตย์
ผู้สื่อข่าวถามว่า คดี 29 ล้านบาทและ 258 ล้านบาทนั้นทีมกฎหมายควรจะแยกกันทำหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ควรจะทำรวมกัน แต่ต้องเพิ่มคนเพราะเดี๋ยวจะเป็นภาระที่รับไม่ไหว ถ้าจมอยู่กับคดีก็จะไปไหนไม่ได้เลย วันพุธ และวันพฤหัสบดีมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันอังคารมีการประชุมพรรค ส่วนวันจันทร์ก็ต้องขึ้นศาล ดังนั้นเวลาในการที่จะหารือร่วมกันก็จะน้อยลง จึงน่าจะหาใครมาช่วย เพราะเอกสารเยอะมากต้องช่วยกันอ่าน อย่างน้อยเราต้องอ่านให้ได้มากกว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอ่าน ส่วนมีใครในใจหรือไม่นั้น นายชวนกล่าวว่า คงจะต้องคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทีมทนายความต่อส็คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ส่วนจะต้องเพิ่มคนมาช่วยคำคดีกี่คนนั้น นายชวน กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ก็หาไม่ง่าย ถ้าเป็นส.ส.ก็ต้องเลือกที่เป็นนักกฎหมาย แต่ถ้าเป็นส.ส.เขตเลือกตั้งก็จะหาเวลามาช่วยงานได้ยาก จึงต้องดูส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย เพราะส.ส.เขตงานในพื้นที่ก็มาก จะมาจมอยู่ในห้องทำงานแบบทนายมืออาชีพคงจะยากหน่อย ส่วนคนที่ทำงานมาก่อนตั้งแต่ต้นก็ยังต้องทำงานต่อ เช่น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อเป็นรัฐมนตรีแล้วจะมาดูแลทุกวันคงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องหาคนมาช่วย แต่ถ้าเป็นวันหยุดนายนิพิฏฐ์ก็ยังมาช่วยงานอยู่ ทั้งนี้ในส่วนของคดี 29 ล้านบาท นั้นกกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นเราต้องดูให้ละเอียดถี่ถ้วนว่าเหตุผลคืออะไร แต่เท่าที่ดูมีเหตุผลที่พรรคชี้แจงได้อย่างชัดเจนมาก ถึงขนาดที่ว่าเราพูดไปถึงการที่กกต.ถูกกลุ่มคนคุกคามจนต้องรีบสั่งการเป็นต้น
สำหรับกรณี 258 ล้านบาทนั้นเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ดังนั้นจึงต้องศึกษาย้อนหลังโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นมาให้ข้อมูล รวมทั้งต้องดูการที่กกต.บางคนเห็นตั้งแต่ต้นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิด หรือการที่อนุกรรมการกกต.ที่ตั้งมาก่อนหน้านี้เห็นว่าพรรคไม่ผิดก็เป็นเหตุผลที่เราจะไปดูว่ามีเหตุผลแตกต่างจากเหตุผลปัจจุบันอย่างไรด้วย ซึ่งทั้ง 2 คดีก็มีเหตุผลในการชี้แจง แต่ต้องดูโดยละเอียดและต้องอาศัยคนมาช่วยกันมากหน่อย
สำหรับกรณีที่ดีเอสไอเร่งสรุปคดีในช่วงนี้นั้น นายชวน กล่าวว่า ในสาระของคดียังไม่ขอพูดถึง ขอดูคำร้องทั้งหมดก่อนว่ามีกี่ประเด็นและอะไรบ้าง และอยากจะขอร้องทุกคนด้วยว่าอย่าไปพูดว่าสบายมาก เพราะเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ ต้องทำงานกัน สู้กันตามความจริงทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และสู้กันด้วยฝีมือไม่ใช่ฝีตีน เพราะเราไม่ใช่นักวิ่งเต้น รวมทั้งต้องระวังไม่ให้ใครไปกดดันศาลเหมือนกับที่คนเสื้อแดงเคยทำ ต้องขอร้องแต่ละฝ่ายให้ช่วยกันดูแล อย่าให้ใครกดดัน ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรืออะไรก็แล้วแต่ เช่น หากตัดสินให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะก็อาจจะกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์เป็นต้น ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหยิบยกข้อเท็จจริงละข้อกฎหมายมาชี้แจงให้ได้
นายชวน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 14 ก.ค. ตนตั้งใจไว้ว่าจะนัดนายบัญญัติมาพูดคุย ซึ่งได้คุยกันทางโทรศัพท์กับท่านแล้ว เพื่อช่วยกันดูในข้อเท็จจริง ส่วนนายประดิษฐ์นั้นก็เคยเชิญมาแล้วแต่เมื่อไปอยู่คนละพรรค งานของท่านก็อาจจะเยอะหน่อย จึงอาจจะเชิญมาพบได้ยากหน่อย
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าววว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้ง “ พรรคไทยเข้มแข็ง ” ไว้สำรองหากพรรคถูกยุบนั้น นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เคยมีใครเล่าให้ฟัง ยังนึกว่าผู้สื่อข่าวไปตั้งให้ ทั้งนี้ตนไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคจึงไม่ทราบ ตนมีหน้าที่สู้คดีให้กับพรรค สนใจเรื่องคดีดีกว่า อย่าไปคิดเรื่องตั้งพรรคใหม่เลย ต้องพยายามรักษาพรรคเอาไว้ให้ได้จะดีกว่า
แขวะ"เพื่อไทย"ซื้อตัวส.ส.ไม่ใช่แนวทางปชป.
นายชวน กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีการติดต่อซื้อตัวส.ส.ภาคเหนือของพรรคเพื่อไทยนั้น นายชวนกล่าวว่า เขาหมายถึงเขาเองมั๊ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนิสัยแบบนั้น คนประชาธิปัตย์เขาไม่ทำกัน แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่แบบนั้น การซื้อตัวส.ส. ซื้อพรรคการเมือง ซื้อวุฒิสภานั้นไม่ใช่แนวทางของเรา
ไพฑูรย์ยันปชป.ตั้งพรรค“ไทยเข้มแข็ง”สำรองแค่ข่าวลือ
นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว่า หากมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์จริงก็ต้องมีการตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ การจะย้ายพรรคถือเป็นเรื่องอิสระอยู่แล้วในเวลานั้น แต่ขณะนี้ตนยังไม่ทราบหรือได้ยินข่าวว่าจะมีส.ส.ย้ายพรรค คิดว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือ พรรคยังไม่มีการตั้งชื่อพรรคใหม่ เพราะยังมีเวลาอีกมาก หากมีการยุบพรรคจริงก็ยังมีเวลาที่จะตั้งพรรคใหม่ได้ทัน
เมื่อถามว่า พรรคได้ชี้แจงให้ส.ส.ทราบหรือไม่นั้น นายไพฑูรย์ กล่าวว่า มีแค่เรื่องการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องคดียุบพรรคนั้นมีการมอบหมายให้ทีมกฎหมายของพรรคไปต่อสู้คดี ยืนยันว่ายังไม่มีเรื่องการตั้งพรรคใหม่
"ปชป."ยันไม่คิดซื้อส.ส.เหนือเพื่อไทยร่วมพรรค
นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยืนยันว่ากระบวนการทาบทามส.ส.หรือบุคคลที่มีความสามารถเพื่อเข้าร่วมสังกัดพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีจริงแต่ไม่ใช่ทุกคน และกระบวนการดังกล่าวต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองคัดเลือกผู้สมัครของพรรค ซึ่งจะพิจารณาใน 2 ส่วน คือ
1.บุคคลธรรมดาที่พรรคพิจารณาว่ามีความสามารถ และอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับพรรค และทำงานเพื่อประชาชนได้ และ 2. บุคคลที่เป็นส.ส.ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคต้นสังเกิดเดิมได้ เนื่องจากอุดมการณ์ไม่ตรงกัน แต่มีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับพรรค ก็จะมีการทาบทามให้เข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีแนวคิดในการซื้อตัวส.ส.เพื่อให้เข้าร่วมกับพรรค เพราะขัดต่ออุดมการณ์และแนวทางของพรรคที่ต่อต้านในเรื่องดังกล่าว
"พท."เชื่อ"ปชป."เตรียมตั้งพรรคสำรองหลังประเมินจะยุบพรรคสูง
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าน่ามีการเตรียมไว้ เพราะเท่าที่คณะทำงานติดตามคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของพรรค และแกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประเมินคดีนี้มีโอกาสถูกยุบสูง เพราะประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกมาเป็นข้อโต้แย้ง ไม่ว่าจะเป็น กกต.มีอำนาจการส่งเรื่องคดีนี้ไปยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปยังศาลหรือไม่ ก็ถูกอัยการสูงสุดแก้ตกหมดแล้วว่าไม่มีน้ำหนัก เป็นแค่ปัญหาจุกจิก แต่ประเด็นหลักที่คณะทำงานร่วมของอัยการสูงสุดและกกต.เห็นตรงกัน ไม่ว่าจะเป็น การใช้เงินผิดประเภท



