
บทความหมอวะสี"สื่อกับการปฏิรูปประเทศ"
๑. คนไทยเหมือนไก่อยู่ในแข่ง ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) กล่าวไว้นานแล้วว่า คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง รอวันเขาเอาไปเชือดตายหมดทุกตัว แต่ระหว่างนั้นยังจิกตีกันอยู่ร่ำไป เข่งนั้นแน่นหนามากกักขังไก่เอาไว้ ไก่แต่ละตัวจะบินออกจากเข่งก็ออกไม่ได้ นอกจา
ถ้าไม่ใช่ไก่ก็ต้องรู้ว่าเข่งคืออะไร จะรวมตัวกันบินออกจากเข่งได้อย่างไร
๒.ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ “เข่ง” ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่แน่นหนามาก ประดุจกรงที่กักขังคนไทยทั้งหมดไว้ ให้กระทบกระทั้งจิกตีกันจนเลือดตกยางออก ประดุจไก่ในเข่ง แต่ถึงจิกตีกันเท่าไรๆ ก็ตายหมดทุกตัว ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้าง และออกจากโครงสร้างที่กักขังทุกคนไว้ สังคมไทยมีความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างน้อยมาก เมื่อมีอะไรก็คิดแต่ว่า เป็นเรื่องดีชั่วที่ตัวบุคคลเท่านั้น เมื่อคิดอย่างนั้นวิธีการก็คือเน้นการสั่งสอนอบรม ซึ่งต้องถือว่าไม่ได้ผลเลย เพราะประเทศวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่เป็น “โครงสร้าง” แล้วมีผลรุนแรงและแก้ไขยาก เช่นโครงสร้างทางจิตสำนึก โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางกฎหมาย โครงสร้างทางการศึกษา โครงสร้างทางความยุติธรรม โครงสร้างทางการพัฒนา
จะขอยกตัวอย่างความรุนแรงของโครงสร้างทางกฎหมาย ประเทศไทยไปเอาแนวคิดทาง
กฎหมายมาจากสำนักออสตินที่อังกฤษว่า “กฎหมายคือเครื่องมือของรัฐ” ขณะนั้นอังกฤษเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เมื่อเอาแนวคิดว่า “กฎหมายคือเครื่องมือของรัฐ” เข้ามาใช้ในประเทศไทยในขณะที่เป็นรัฐเผด็จการ กฎหมายจึงทำความรุนแรงกับประชาชนมาก เช่น พ.ร.บ. ป่าสงวน ๒๕๐๗ ที่ให้อำนาจกรมป่าไม้ขีดวงว่าตรงไหนเป็นป่าสงวน กรมป่าไม้ก็ขีดพลั้วะ ประชาชนกว่า ๑๐ ล้านคนกลายเป็นคนผิดกฎหมายทันที นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถึงเลือดตกยางออกก็มี ขนาดพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่ากฎหมายบุกรุกประชาชน จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังแก้ไขไม่ได้ อะไรที่เป็นกฎหมายแล้วมีผลรุนแรงและแก้ไขได้ยาก ถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรมจะมีผลรุนแรงสุดประมาณ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย บอกว่ากฎหมายไทยมีอคติต่อคนจน นี่เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดเพื่อให้เห็นความร้ายแรงของ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ในที่นี้คือโครงสร้างทางกฎหมาย แล้วเมื่อโครงสร้างอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่เป็นธรรมเล่า ผลจะมหาศาลเพียงใด
โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้สังคมขาดความเป็นธรรมการขาดความเป็นธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง
๓.ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสร้างความเป็นธรรม เมื่อปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็ต้องปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจก็ทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างมันถักทอกันแน่นหนามาก ประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วแก้ไขไม่ได้ ประเทศก็จะวิ่งเข้าสู่วิกฤตการณ์ เช่น เกิดสงครามกลางเมืองหรือแพ้สงคราม เช่นประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามคนตายหลายล้านคน โดนระเบิดอะตอมจนเสียหายยับเยิน เรียกว่าวิกฤตสุดๆ แต่หลังจากนั้นกลับเจริญอย่างรวดเร็ว เพราะวิกฤตเป็นโอกาสให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งตามปรกติแก้ไม่ได้
จึงกล่าวกันว่าวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทยวิกฤตสุดๆ คราวนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตามปรกติแก้ไม่ได้ ขณะนี้สังคมไทยตื่นตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อนที่จะสร้างความเป็นธรรม-ลดความเหลื่อมล้ำ สังคมไทยต้องไม่ติดอยู่ในอดีตจนเคลื่อนไปในอนาคตไม่ได้ มองเห็นวิกฤตเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยให้หายวิกฤต
๔.เป้าหมายร่วม “สร้างความเป็นธรรม-ลดความเหลื่อมล้ำ” ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์เคยกล่าวว่า คนไทยไม่เคยมีเป้าหมายร่วม การมีเป้าหมายแยกย่อยไปตามผลประโยชน์ของบุคคล กลุ่ม พวก องค์กร สถาบัน ไม่ทำให้สังคมไทยมีพลังพอที่จะออกจาก “หลุดดำ” แห่งวิกฤตการณ์ แต่ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม สังคมไทยเกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่างกว้างขวางว่าจะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสิ่งที่มีผู้พูดถึงมากที่สุด คือ “สร้างความเป็นธรรม-ลดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายร่วมของสังคมไทย จะคนละพวก คนละพรรค คนละสี ก็มีเป้าหมายเดียวกันได้ เพราะเป็นเป้าหมายเพื่อประเทศไทย ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รักประเทศไทย
ถ้าคนไทยยังตายไม่มากพอที่จะทำให้เกิดเป้าหมายร่วม คนไทยก็จะตายอีกๆ จนมากพอที่จะทำให้สังคมไทยมีเป้าหมายร่วม เมื่อมีเป้าหมายร่วมก็จะเกิดพลังที่จะออกจากสภาวะวิกฤต ไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรมได้
๕.การปฏิรูปต้องสังคมเป็นเจ้าของ ความสำเร็จของการปฏิรูปอยู่ที่ประชาชนไม่ใช่รัฐบาลหรือคณะกรรมการ ยังมีความเข้าใจผิดกันมากที่ว่าถ้าคณะกรรมการทำข้อเสนอ แล้วรัฐบาลไม่ทำก็จะสูญเปล่า ขอให้ย้อนกลับไปดูกระบวนการปฏิรูปการเมือง เมื่อ ๒๕๓๗-๒๕๔๐ ที่จริงๆ แล้วไม่มีพรรคการเมืองใดต้องการปฏิรูป แต่ก็ต้องทำเพราะประชาชนต้องการ
คณะกรรมการปฏิรูป ๒ คณะที่ทำงานเชื่อมโยงกัน จุดประสงค์ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่ประชาชนคือ จะทำกระบวนการให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและในที่สุดเป็นเจ้าของการปฏิรูป โดยคณะกรรมการทำหน้าที่สนับสนุน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของสนับสนุนให้เกิดกระบวนการทางสังคม และโดยสังเคราะห์นโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยสัมพันธ์กันไปมาระหว่างกรรมการ ๒ คณะกับสังคม จนกระทั่งสังคมเป็นเจ้าของและเป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูป พลังทางสังคมที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพลังที่ไม่มีอะไรจะต้านได้ จะเป็นพลังที่ไปสร้างสังคมที่เป็นธรรม
๖. การปฏิรูปไม่ใช่การปรองดองไม่ใช่การแก้ปัญหา การที่สังคมจะมีพลังเคลื่อนไปสู่อนาคตได้ ต้องแก้ความเข้าใจผิดบางอย่างที่เป็นอุปสรรค การปฏิรูปไม่ใช่การปรองดอง ถ้าเอามาชนกันก็จะถามว่าถ้าปรองดองไม่ได้จะปฏิรูปได้อย่างไร สังคมไทยต้องมีความสว่างทางปัญญา เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ใช่อะไร และทำอย่างไรจึงจะทำให้สำเร็จประโยชน์ของประเทศ การปรองดองกับการปฏิรูปเป็นคนละเรื่องกัน การปรองดองเป็นเรื่องของอดีต แต่การปฏิรูปเป็นเรื่องของอนาคต อดีตคือเคยทะเลาะกันแล้วเคยแตกแยกกันแล้วจะปรองดองได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะอารมณ์ค้าง แต่ก็ทำได้ที่ประเทศอื่นปัญหามากกว่าไทยก็ยังทำได้ การปฏิรูปคือ การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีไปในอนาคต
อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ การปฏิรูปไม่ใช่การแก้ปัญหา นี้อาจจะเข้าใจยากและเป็นต้นตอของความล้มเหลวของการปฏิรูปในอดีต เรามักเข้าใจผิดว่าการพัฒนาคือการแก้ปัญหา การพัฒนากับการแก้ปัญหาเป็นคนละเรื่อง การแก้ปัญหานั้นยากและมักจะนำไปสู่การทะเลาะกันมากขึ้น เพราะปัญหาแต่ละปัญหามันมีรากยาวไกลและมีผู้คนที่เกี่ยวข้อง เมื่อพยายามแก้ปัญหาคนที่คิดว่าเป็นปัญหาก็จะต่อสู้ เลยทะเลาะแตกแยกกันยกใหญ่ ชาติใดชาติหนึ่งถ้าหมกมุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาก็จะจมปลักอยู่กับอดีตจนเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้ ผู้รู้จึงกล่าวว่าการพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา การพัฒนาคือ การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี
ในอดีตเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอะไรขึ้นมา ก็จะมีผู้โยนปัญหามาให้แก้ จนยุ่งไปหมดกับการแก้ปัญหา นอกจากแก้ไม่ได้แล้วยังไม่ได้ปฏิรูปเสียอีก ความที่มีปัญหาท่วมท้นและแก้ไม่ได้ เมื่อมีกลไกอะไรใหม่ขึ้นมาผู้คนก็จะโยนปัญหามาให้แก้ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูป ๒ คณะ ต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดี และอย่าหลุดเข้าไปเป็นกรรมการแก้ปัญหา การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของคณะกรรมการปฏิรูป คุณอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกล่าวย้ำว่า “คณะกรรมการปฏิรูปไม่ใช่คณะกรรมการแก้ปัญหา”
๗. สื่อกับการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากพลังทางสังคมที่ติดอาวุธด้วยปัญญาคือ จุดชี้ขาดของ “การบินออกจากเข่ง” หรือการที่ประเทศไทยจะออกจากมิคสัญญีกลียุคไปสู่สังคมที่มีความเป็นธรรม สื่อสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญที่สุด เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รู้ถึงกัน มีเจตน์จำนงร่วมกันและกระทำร่วมกัน ถึงเวลาที่สื่อจะกู้วิกฤตชาติ
บทบาทของสื่อในการปฏิรูป คือ สื่อสารเพื่อเพิ่มพลังสังคม ไม่สื่อสารเพื่อทอนพลังสังคม
ในทางพระพุทธศาสนามีหมวดธรรมที่เรียกว่าอินทรีย์ ๕ พละ ๕ สื่อสามารถสร้างพลังทาง
สังคม ๕ ประการ หรือพละ ๕ ทางสังคม ดังนี้
(๑)พลังแห่งความเข้าใจเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม การแก้ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลจะทำให้เหมือน “ไก่ที่อยู่ในเข่ง” จิกตีกันจนตายก็ออกจากเข่งไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
(๒)พลังแห่งจินตนาการใหม่ประเทศไทย ประเทศไทยผ่านความทุกข์ยากและความขัดแย้งมามากจนความคิดจิตใจแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หมักหมมขมขื่นอยู่กับอดีตจนเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้ ความรู้และเหตุผลไม่มีพลังพอที่จะดึงประเทศไทยออกจาก “หลุมดำ” ของอดีต ต้องใช้พลังจินตนาการของอนาคตมาดึงออกจากอดีต ความจริงประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆ มากมาย เกินพอที่จะสร้างสังคมศานติสุข เป็นประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุดในโลก คนไทยต้องมีจินตนาการใหม่ประเทศไทยร่วมกัน การจินตนาการไม่มีข้อจำกัดจิตนาการยิ่งใหญ่ยิ่งมีพลังที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ สื่อจึงควรชักชวนให้คนไทยมีจินตนาการใหม่ประเทศไทยร่วมกัน ให้เป็นประเทศไทยที่ดีงามที่สุดที่ทุกคนจะฝันให้ไกลไปให้ถึง พลังจินตนาการจะทำให้ประเทศกระชุ่มกระชวยและเกิดพลังที่จะเคลื่อนสู่อนาคตทันที
(๓) พลังแห่งการมีเป้าหมายร่วม ถ้าสังคมมีเป้าหมายร่วมจะมีพลังประดุจแสงเลเซอร์ คนไทยไม่เคยมีเป้าหมายร่วม วิกฤตสุดๆ คราวนี้คนไทยต้องสร้างเป้าหมายร่วมให้ได้ เป้าหมายร่วมเท่าที่จับได้ขณะนี้คือ “สร้างความเป็นธรรม - ลดความเหลื่อมล้ำ” สื่อมวลชนทุกช่องทางอาจจะตั้งคำถามประชาชน ๒ คำถาม คือ
หนึ่ง สังคมที่มีความเป็นธรรมในความฝันอันสูงสุดของท่านนั้นคืออะไรสอง มาตรการที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีอะไรบ้าง
ถ้าสังคมทุกภาคส่วนพยายามตอบคำถาม ๒ คำถามนี้ ข้อหนึ่ง คือการสร้างจิตนาการ ข้อสอง คือ เครื่องมือที่จะเอาไปพัฒนาเพื่อใช้งานต่อไป ถ้าสื่อทุกช่องทางเป็นศูนย์ป้อนคำถามและรับคำตอบจากประชาชน กลับไปกลับมา สังคมจะเกิดพลัง
(๔) พลังแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ถ้าประชาชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกประเด็น สังคมจะกลายเป็นประชาสังคม (Civil Society) หรือสังคมเข้มแข็ง ทำให้ทำเรื่องยากๆ ได้
(๕) พลังทางปัญญาเชิงนโยบาย มีการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่ทุกภาคส่วนของสังคมเสนอตามข้อ (๓) เป็นนโยบายที่ชัดเจนปฏิบัติได้เป็นที่ชอบใจของมหาชน คณะกรรมการปฏิรูปจะช่วยทำหน้าที่ในส่วนนี้ โดยสังคมมีส่วนร่วมปัญญาเชิงนโยบายของสังคมจะช่วยให้สังคมมีพลังขับเคลื่อนด้วยสันติวิธีอย่างมหาศาล การมีแต่ข้อเรียกร้องเฉยๆ โดยปราศจากปัญญาเชิงนโยบาย ไม่มีใครปฏิบัติได้ นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง คราวนี้สื่อต้องช่วยสร้างความเข้าใจว่าลำพังข้อเรียกร้องเฉยๆ ไม่ทำให้ปฏิบัติได้ ต่อเมื่อสังเคราะห์ข้อเรียกร้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนปฏิบัติได้เป็นที่ชอบใจของมหาชน ก็จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายได้
จะเห็นได้ว่าพละ ๕ ทางสังคม คือ (๑) พลังแห่งความเข้าใจเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง (๒) พลังแห่งจินตนาการใหม่ประเทศไทย (๓) พลังแห่งการมีเป้าหมายร่วม (๔) พลังแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ (๕) พลังทางปัญญาเชิงนโยบาย เมื่อเกิดพร้อมย่อมทำให้สังคมมีพลังมหาศาล ที่จะออกจากสภาวะวิกฤต ไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม ขอสื่อทุกแขนงโปรดรับเป็นธุระในการสร้างพละ ๕ ทางสังคม
จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปหรือการปฏิวัติโดยสื่อก็ได้ อันเป็นหมุดหมายที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย
ศ.นพ.ประเวศ วะสี



