
คณะกรรมการธิปไตยในกระบวนการปรองดอง
สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราได้เห็นภาพกระบวนการเดินหน้าตามแผนปรองดองของรัฐบาลอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการพยายามพัฒนาระบอบการเมืองใหม่ที่ชัดเจนมากที่สุดนับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารในช่วง 2549 เป็นต้นมา
ถ้าจะบัญญัติศัพท์ใหม่เราอาจจะเรียกว่าระบอบปรองดองแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยรัฐบาล โดยมีสองขาสำคัญที่เข้ามาช่วยก็คือ ศอฉ. ที่ทำหน้าที่กระชับวงล้อม และจัดการคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ด้วยการคงไว้ซึ่งอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการลดความเป็นปรกติของรัฐธรรมนูญลง
และในอีกด้านหนึ่ง ก็คือระบอบคณะกรรมการธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เดินหน้าแผนปรองดองสี่ชุด เรียกง่ายๆ ก็คือ ชุดของนายสมบัติ ทำหน้าที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ ชุดของนายคณิต ทำหน้าที่สืบหาความจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และชุดซื้อหนึ่งแถมหนึ่งของนายอานันท์ กับนายประเวศ ที่ทำหน้าที่ด้านปฏิรูปประเทศ
ส่วนขาอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้นก็เป็นประเภทขาหลอกบ้าง ขาที่มองไม่เห็นบ้าง (ฮา) ขาประจำบ้าง...คือจะพูดไปหลักฐานก็อ่อน ก็เก็บเอาไว้ว่าพูดกันในเวทีอื่นก็แล้วกันครับ
กระบวนการปรองดองที่ทางหนึ่งก็กระชับพื้นที่ให้คนที่ไม่เห็นด้วยให้มีพื้นที่ยืนน้อยลงทุกวัน กับอีกทางก็เต็มไปด้วยคนที่หวังดีกับประเทศชาติที่อยากมาช่วย และ/หรือ ถูกขอร้องมาช่วยเช่นนี้เป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาว่าเราจะมีท่าทีอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเราพยายามยึดโยงกับมิติของประชาธิปไตย
พูดง่ายๆ แบบเอาข้อสรุปมาเป็นตัวตั้งในการอธิบายเรื่องนี้ ก็คงต้องฟันธงกันไปว่า กระบวนการปรองดองนี้มีรากฐานทางประชาธิปไตยที่ง่อนแง่นเต็มที ด้วยสาเหตุหลายประการดังนี้
หนึ่ง การเรียกร้องขอความเป็นอิสระในการทำงานของคณะกรรมการสี่ชุดนี้เป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะว่ากรรมการทั้งสี่ชุดนี้ตั้งโดยรัฐบาล และเป็นรัฐบาลที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม เพราะใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่เข้ามาต่อสู้กับรัฐบาล
ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ การตรวจสอบของกรรมการต่างๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมนั้นจะกระทำได้อย่างไร ถ้าคำว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นหมายถึงความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็ย่อมจะได้รับความยุติธรรม
สอง การพยายามของรัฐบาลที่บอกว่าคณะกรรมการเหล่านี้จะต้องมีอายุถึงสองปี ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามที่หาแก่นสารและหลักยึดโยงใดๆ กับหลักการประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาไม่ได้เลย คณะกรรมการสี่ชุดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา ไม่ได้ผ่านการปรึกษาหารือกับรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน
ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่ารัฐสภาไทยนั้นดีเลิศเลอ แต่นับวันการเมืองไทย/สังคมไทยก็ละเลยรัฐสภามากขึ้นเรื่อยๆ และขณะเดียวกันรัฐสภาก็ละเลยสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยเห็นภาพของรัฐสภาเฉพาะภาพของการสาดโคลนใส่กันผ่านการถ่ายทอดการอภิปราย มากกว่าภาพของกรรมาธิการชุดต่างๆ และภาพของการพยายามออกกฎหมายให้ประชาชนได้ประโยชน์ และเราก็เห็นภาพที่ห่างไกลตัวเราในเรื่องของสถาบันพระปกเกล้าที่งานด้านการอบรมชนชั้นนำทางการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้นกลบภาพความพยายามในการทำวิจัย และตั้งคำถามกับสังคมอย่างเป็นระบบ
กรรมการสี่ชุดนี้ ก็เหมือนกรรมการชุดอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร/หรือคณะรัฐประหารเองแหละครับ เป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องรับผิดกับ (หรือถูกตรวจสอบโดย) ประชาชน (accountability) มีแต่ความรับผิดชอบตามอำนาจที่สั่งการโดยกฎหมาย ใช้ทุนทางสังคมเก่าๆ เพื่อค้ำยันระบอบที่พยายามดิ้นรนสร้างความชอบธรรมโดยทำลายความชอบธรรมของการเมืองแบบเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐบาลก็ยังคุมเสียงข้างมากในสภาได้
เข้าอีหรอบว่า "ประชาธิปไตยมาทีหลังสุด" (democracy comes last) ในความหมายว่าทำทุกอย่างก่อน แล้วเดี๋ยวประชาธิปไตยมันจะดีขึ้นเอง ซึ่งวิธีคิดนี้เป็นหัวใจของระบอบกระชับพื้นที่และปรองดองฝ่ายเดียวนั่นแหละครับ



