
อย่าตั้งข้อหาเหวี่ยงแห
กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในข้อหาก่อการร้ายและคดีอาญาร้ายแรงอื่นๆ เกี่ยวเนื่องกับการบุกเข้าไปยึดพื้นที่หน้าอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ มีจำนวนรวมกันมากถึง 79 ราย พร้อมกับความหลาก
ผู้ถูกกล่าวหาได้รับหมายเรียกมีทั้งผู้สื่อข่าว นักร้อง นักแสดง นักรณรงค์ ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมต่างๆ มีประวัติการทำงานดี และมีพฤติกรรมเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือปราศจากการใช้ความรุนแรง และไม่ใช้กำลังข่มขู่คุกคามผู้ใด ขณะที่ได้ตกเป็นเหยื่อของการลอบสังหารหลายครั้งโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ทำให้บาดเจ็บ ล้มตาย พิการหลายร้อยคน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดใช้อาวุธสงครามโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แม้แต่รายเดียว
น่าเป็นห่วงว่าการตั้งข้อหาต่างๆ ในลักษณะเหวี่ยงแห ปราศจากหลักฐานมัดตัวแน่นหนา และการขาดเจตนา อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำเพื่อรับใช้การเมือง หรือผลอื่นใดไม่แน่ชัด แต่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการทำคดีว่า “การก่อการร้าย” นั้น ต้องมีองค์ประกอบของการกระทำความผิดเพียงพอตามที่นายตำรวจผู้นี้ได้กล่าวหา 79 บุคคลหรือไม่ ทั้งๆ ที่ควรเป็นผู้รู้กฎหมาย และน่าจะได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอรรถคดี และพิจารณาความเหมาะสมต่างๆ
นอกจากนั้น ประชาชนสงสัยว่า เจตนาและการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติต่อรูปคดีและการเร่งรัดการดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลเสื้อเหลือง คือพันธมิตรฯ หรือเสื้อแดง ในการชุมนุมทุกครั้งนั้น ได้พิจารณาความแตกต่างหรือไม่ ดังจะเห็นการใช้ความรุนแรง การเผาบ้าน เผาเมือง การใช้กำลังอาวุธสังหารประชาชน ทหาร การก่อการร้าย เป็นพฤติกรรมล้มล้างสถาบัน ดังปรากฏชัดในช่วงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในกรุงเทพฯ การปิดถนน และการเผาศาลากลางในหลายจังหวัด ขณะที่กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองนั้นไม่ได้ทำร้ายร่างกายผู้ใด และศูนย์การค้าต่างๆ ไม่ได้ถูกปล้น หรือเผา ดังที่ถูกกระทำโดยมวลชนเสื้อแดง ซึ่งรับใช้เครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกตั้งข้อสงสัยในเจตนา กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิปกป้องตนเอง ด้วยการให้ทนายว่าความต่อสู้คดี รวมทั้งการฟ้องร้องในคดีอาญาและคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายชดเชยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายตำรวจเจ้าของคดี เพื่อแสวงหาความยุติธรรมอย่างแท้จริง เพราะการยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมและรัฐบาลเพิกเฉยนั้น ย่อมเป็นการสร้างอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว ประชาชนขาดที่พึ่ง เพราะนักการเมืองในรัฐบาลมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการทุจริต คอรัปชั่นและเอาใจตำรวจ โดยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั่นเอง



