ข่าว

เปลืองทั้งเงินและเวลา

เปลืองทั้งเงินและเวลา

13 ก.ค. 2553

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าคณะกรรมการปฏิรูป ปรองดอง 2 ชุด ซึ่งรัฐบาลตั้งขึ้นมานั้นประกอบด้วยต้นทุนสูงจริงๆ ประการแรกคือคณะกรรมการทั้งหลายถูกอย่างว่าเป็นบุคคลน่าเชื่อถือ มีต้นทุนทางสังคมสูง มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เพียบ พร้อมทำ

 นอกจากต้นทุนทางสังคม คณะกรรมการยังต้องใช้ต้นทุนเป็นตัวเงินด้วยงบประมาณ 600 ล้านสำหรับการทำงาน 3 ปี เพื่อให้สำเร็จกิจทั้งสองคณะ จะเสร็จงานก่อนหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสวงหาข้อมูล และการหารูปแบบลงตัว หลังจากประลองการร้อนวิชาแล้ว

 ระหว่างที่ศึกษาหาข้อมูลประกอบการเขียนรายงานนั้น สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ย่อมแปรเปลี่ยนทุกช่วง เพราะเข็มนาฬิกาเดินไป อายุขัยของคณะกรรมการก็เพิ่ม และความทะเยอทะยานของนักการเมือง กลุ่มผู้จ้องล้มแผ่นดิน กุมอำนาจรัฐ กลับเพิ่มกระฉูดสวนทางกระแสความปรองดอง

 แน่นอน! ไม่มีอะไรรับประกันว่าการศึกษาผลของคณะสองกรรมการนั้น จะเป็นที่ยอมรับ แม้กระทั่งโดยรัฐบาล เพราะนายกฯ มาร์คก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัย จากกรณีความเสี่ยงต่อการโดนยุบพรรค การลอบสังหาร การวินาศกรรมและการมุ่งล้มรัฐบาลให้ได้ โดยเครือข่ายทักษิณ คนหนีคุก

 ประชาชนทั่วไปปลงไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าการศึกษานั้นคงเป็นการแสดงออกให้เห็นความร้อนวิชาของคนต่างสาขา มีที่มาต่างกัน และความเชื่อ จุดยืนแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถ้าไม่นึกถึงผลประโยชน์ แนวความคิดเฉพาะตัวก็ต้องมองเฉพาะกลุ่มผ่านเครือข่ายที่ล็อบบี้ เข้าทำนองพวกใครก็พวกมัน

 เหมือนทรัพยากรบุคคลในประเทศนี้ขาดแคลนอย่างหนัก แม้แต่กรรมการทั้งสองชุดก็มีคนซ้ำกัน 3-4 คน จะแยกสมอง แบ่งความสามารถอย่างไร ยังเป็นเรื่องน่าพิศวง แทนที่จะมีหลายหัว หลากความคิด แต่มาผูกติดอยู่กับกลุ่มหน้าเดิมๆ ซึ่งไม่ได้แสดงจุดยืนชัดเจนเมื่อบ้านเมืองเผชิญวิกฤติ

 พูดจาแต่ละคำ ถ้าไม่หน่อมแน้มแบบบริสุทธิ์ ก็จัดว่ามองโลกในแง่ดีอย่างเหลือเชื่อ และกรรมการทั้งสองชุดยังไม่กล้าเอ่ยปากดังๆ ว่าปัญหาเรื้อรังในบ้านเมืองทุกวันนี้ต้นตอมาจากคนชื่อ “ทักษิณ” คนหนีคุกทั้งนั้น

 มีคนไทยกี่คนซึ่งโกงบ้านกินเมือง แบบโกงทั้งโคตร จ้างฝรั่งผีโม่แป้ง บ่อนทำลายบ้านเกิดของตัวเองด้วยข้อมูลเท็จสารพัด เพื่อเอาตัวรอดจากโทษ

 จ้างคนปลุกระดมมวลชน ซ่องสุมผู้คน กองกำลังติดอาวุธสงคราม ฆ่าทหาร เผาบ้าน เผาเมือง เศรษฐกิจเกือบพินาศย่อยยับ เพียงเพื่อตอบสนองความแค้นของตัวเอง! ถ้ากรรมการทั้งสองชุดไม่กล้าเอ่ยคำว่า “ทักษิณ” ก็ต้องบอกว่าอย่าทำงานต่อไปให้เปลืองงบประมาณ เปลืองค่าไฟ เสียเวลาเปล่าๆ

 ถ้าเริ่มต้น ไม่มีคำว่า “ทักษิณ” เป็นโจทย์สำหรับแก้ ก็เท่ากับว่ากรรมการต้องการเลี่ยง หรือเสแสร้งไม่รับรู้ปัญหาแท้จริง รอวิกฤติรอบใหม่ดีกว่านิ! อิอิอิ!!!