
เก็บตกส่งท้าย แฟนตาซี / ลุงหวานเย็น
หลังจากลงสนามทำการแข่งขันกันเป็นเวลานานถึง 1 เดือนเต็ม ในที่สุด ศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่มีการจัดเกมฟาดแข้งรอบสุดท้ายบนดินแดนกาฬทวีปเป็นครั้งแรก ก็ต้องถึงคราวปิดฉากลงเสียที หลังจากจบเกมรอบชิงชนะเลิศเมื่อช่วงคืนวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา สำหรับมหกรรมลูกหนังโลกที่จะมีการจัดขึ้นทุกๆ 4 ปีในครั้งนี้ มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งสามารถ "เก็บตก" เป็นเรื่องราวของแต่ละชาติได้ดังต่อไปนี้
เริ่มจากแม่งานใหญ่ อย่าง แอฟริกาใต้ ซึ่งได้จารึกชื่อกลายเป็นเจ้าภาพชาติแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของศึกฟุตบอลโลก ที่ต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแรกเท่านั้น ส่วน แอลจีเรีย และ ฮอนดูรัส กลายเป็นทีม "ปืนฝืด" ยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว ส่วน "โสมแดง" เกาหลีเหนือ แม้จะยิงประตูได้ 1 ลูก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นทีมที่เสียประตูมากที่สุด หลังโดนเจาะตาข่ายไปถึง 12 ลูกเลยทีเดียว
ขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ แม้จะจอดป้ายเพียงแค่รอบแรก แต่กลับกลายเป็นทีมที่มีแนวรับที่แข็งแกร่งที่สุด หลังสร้างสถิติใหม่กลายเป็นทีมที่ไม่เสียประตูในเกมรอบสุดท้ายยาวนานที่สุดถึง 551 นาที
ด้าน 2 ชาติลูกหนังระดับหัวแถวของทวีปเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น สามารถพัฒนาฝีเท้าให้ไปไกลได้อีกก้าวหนึ่ง เนื่องจากทั้งสองชาติสามารถตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในการลงเล่นบนถิ่นต่างแดนได้เป็นครั้งแรก
ส่วน 3 ชาติลูกหนังระดับยักษ์ใหญ่อย่าง ฝรั่งเศส, อิตาลี และ อังกฤษ กลายเป็นทีมที่ทำผลงานได้แบบน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ด้าน อาร์เจนตินา แม้จะกลายเป็นทีมที่สร้างสีสันได้มากที่สุด เพราะมีการขนบรรดาแข้งดังในเกมรุกมาแบบเต็มทีม แต่สุดท้ายกลับต้องกระเด็นตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแบบหมดสภาพ
ขณะที่ ปารากวัย, กานา และ อุรุกวัย กลายเป็น 3 ชาติลูกหนังที่สามารถทำผลงานได้แบบดีเกินคาด หลังตบเท้าผ่านเข้าถึงรอบลึกๆ ได้ทั้งหมด ส่วน สเปน ยังคงสามารถรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นระดับสุดยอดเหมือนเมื่อตอนเข้าป้ายคว้าแชมป์ยูโร 2008 เอาไว้ได้เหมือนเดิม
ด้าน เยอรมนี ทีมอันดับ 3 กลายเป็นทีมที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุด แม้จะมีการใช้งานแต่ผู้เล่นแข้งเด็กพวก "เลือดใหม่" เสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าบรรดานักเตะอายุน้อยเหล่านี้กลับสามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น มานูเอล นอยเออร์, ซามี เคดิรา, เมซุต โอซิล และ โธมัส มุลเลอร์
ปิดท้ายด้วย บราซิล ซึ่งต้องเตรียมตัวรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งต่อไป แต่กลับทำผลงานในครั้งนี้ได้เพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น เพราะเลือกที่จะเล่นเกมรับแบบคำนึงเรื่องผลการแข่งขันเอาไว้ก่อน แม้จะตัดสินใจเลือกทิ้งสไตล์การเล่นแบบสวยงามตามแนวทางเดียวกับ ฮอลแลนด์ ทว่าทีมลูกหนังเลือดดัตช์ยังคงมีเรื่องของทีมเวิร์กที่เล่นกันได้แบบเข้าขารู้ใจกันมากกว่า "แซมบ้า" อย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งได้กลายเป็นอดีตที่ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการเริ่มต้นบทใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า สำหรับ ศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล



