ข่าว

DSIยันพบสารอาร์ดีเอ็กซ์ในบ้าน"อ้อ"

DSIยันพบสารอาร์ดีเอ็กซ์ในบ้าน"อ้อ"

12 ก.ค. 2553

"ดีเอสไอ" เผย พบสารอาร์ดีเอ็กซ์ 100% ในบ้าน"อ้อ" ส่วนคดีความไม่สงบเกี่ยวพันก่อการร้ายส่งสำนวนให้อัยการฟ้องแล้ว 7 คดี พร้อมเดินหน้าสอบท่อน้ำเลี้ยงรอบ 2 พรุ่งนี้ ด้านเลขารมว.ยุติธรรมโต้กรรมการสิทธิ ยันเรือนจำดูแลผู้ต้องขังนปช.เท่าเทียมคดีอื่น

(12ก.ค.) ที่กระทรวงยุติธรรม  พ.อ.เฟื่องวิชช์ อนิรุธเทวา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินคดีกับการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบของกลุ่มคนเสื้อแดง

 นายธาริต กล่าวว่า ดีเอสไอรับโอนสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองเป็นคดีพิเศษ รวม 231 คดี แยกเป็น 4 กลุ่มคดี ได้แก่ ก่อการร้าย 131 คดี กระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ 15 คดี ขู่บังคับรัฐบาล 20 คดี ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 65 คดี มีผู้ต้องหา 562 คน จับกุมตัวได้และเข้ามอบตัว 194 ราย หลบหนี 367 ราย เสียชีวิต 1 ราย ทั้งนี้ในจำนวน 231 คดี สอบสวนแล้วเสร็จ 9 คดี ส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดให้สั่งฟ้อง 7 คดี ได้แก่ 1. คดีขว้างระเบิดใส่รถถังหน้าพล.ม. 2 สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5  2. คดีการ์ดนปช.พกพาระเบิดที่ซอยรางน้ำ เขตพาญาไท , 3. คดีจับกุมผู้ต้องหามีระเบิดแสวงเครื่องหน้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตรียน 4. คดีทุบทำลายทรัพย์สิน เอทีเอ็ม ตู้ไฟจราจร 5. คดีการจับกุมจ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร ตำรวจสภ.คูคด ปทุมธานี ขนระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 62 ลูก และพบอาวุธสงครามจำนวนมากในรถยนต์ 6. คดี ส.ต.อ. บัณฑิต สิทธิทุม ยิงอาร์พีจีใส่วัดพระแก้ว และ 7. คดีจับกุมผู้ต้องหาพกพาระเบิดที่สน.ดินแดง ส่วนคดีที่สั่งงดการสอบสวน 1 คดี คือคดีระเบิดในท่อพีวีซีหน้าสยามกลการแต่การสอบสวนไม่ทราบตัวคนร้าย และสั่งไม่ฟ้องคดีระเบิดเทียม 1 คดี

 อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการตรวจสอบสารประกอบระเบิดในอาคารพาณิชย์เลขที่ 36/79 ซอยโชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว ซึ่งเป็นบ้านพักของนางวริศรียา หรืออ้อ บุญสม พบสารประกอบระเบิดหรืออาร์ดีเอ็กซ์ 100% โดยเฉพาะบนโต๊ะที่ใช้ประกอบระเบิด ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การที่ว่ามีการประกอบวัตถุระเบิดในบ้านหลังดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบสารอาร์ดีเอ็กซ์กระจายอยู่ตามพื้นห้องและจุดอื่นๆในบ้าน สำหรับความคืบหน้าด้านผลการตรวจสอบธุรกรรมการเงิน มีการทยอยเข้าชี้แจงข้อมูลกับพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ขาดเพียง 3 ราย คือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช. และนายสำเริง ประจำเรือ ส.จ.จันทบุรี โดยการชี้แจงรอบแรกจะเสร็จสิ้นในวันนี้ ( 12 ก.ค.) และเริ่มต้นการชี้แจงรอบ 2 ทันทีในวันที่ 13 ก.ค. ส่วนคดีล้มเจ้าจะใช้แผนผังของศอฉ.เป็นข้อมูลกล่าวหาขั้นต้น และจะสอบปากคำผู้แทนศอฉ.เป็นผู้กล่าวหา จากนั้นจะสอบสวนขยายผล หากรายใดไม่มีมูลจะสั่งปิดคดี ส่วนรายใดมีมูลความผิดจะเชิญตัวมาสอบสวนทุกราย

 นายธาริต กล่าวถึงการกล่าวโทษร้องทุกข์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมสลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บว่า รัฐธรรมนูญแบ่งแยกให้คดีการร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ เป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นกรณีที่พรรคเพื่อไทยนำญาติผู้เสียชีวิตมาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ดีเอสไอ กองบังคับการกองปราบปราม และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)ได้รวบรวมสำนวนส่งให้ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว

 พ.อ.เฟื่องวิชช์ กล่าวว่า กรณีที่นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า เรือนจำไม่จัดหาทนายความให้กับผู้ต้องหา 28 ราย จึงไม่มีผู้ให้คำแนะนำและช่วยเหลือประเด็นด้านกฎหมายนั้น ต้องขอความเป็นธรรมให้กับกรมราชทัณฑ์ เนื่องจากในทางกฎหมายเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่มีอำนาจหน้าที่แต่งทนายให้กับผู้ต้องขัง แต่เป็นอำนาจของศาล ส่วนกรณีที่ผู้ต้องขังอ้างว่าไม่ทราบว่าถูกควบคุมตัวด้วยข้อกล่าวหาใดและ ไม่สามารถติดต่อกับญาติซึ่งมีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดได้นั้น ไม่เป็นความจริงกรมราชทัณฑ์ไม่เคยปิดกั้นการเยี่ยมญาติหรือติดต่อสื่อสารกับครอบครัว รวมถึงสิทธิในการพบเพื่อปรึกษาข้อกฎหมายกับทนายความ นอกจากนี้หาก ผู้ต้องขังเจ็บป่วยในเรือนจำสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้จากแดนพยาบาลหรือทัณฑสถานโรงพยาบาล