ข่าว

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ...ชีวิตใหม่'ปกาเกอะญอ'

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ...ชีวิตใหม่'ปกาเกอะญอ'

12 ก.ค. 2553

ไม่มีใครเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตอยู่ในความมืดเท่ากับคนพิการทางสายตา ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตอยู่ได้แค่ช่วงเวลาที่มีแสงอาทิตย์ได้ดีกว่า "ชาวปกาเกอะญอ" บ้านสันดินแดง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ !?!

 เป็นเวลานานกว่า 70 ปีแล้วที่ชาวปกาเกอะญอบ้านสันดินแดงต้องทำกิจกรรมและใช้ชีวิตได้แค่ช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งที่ชุมชนเล็กๆ ใจกลางดอยอินทนนท์นี้จะอยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่ไม่ถึง 150 กิโลเมตรด้วยซ้ำ ทว่าสภาพภูมิศาสตร์ที่แวดล้อมไปด้วยภูเขาสูง การเดินทางยากลำบาก การจะเดินสายไฟเข้าไปต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล ชีวิตของพวกเขาจึงถูกจำกัดอยู่แค่ช่วง "แสงแดดสาดส่อง" เพียงเท่านั้น

 ทุกๆ วัน เด็กๆ ผู้หญิงและคนชราปกาเกอะญอจะทำมาหากินกี่ชั่วโมงไม่มีใครตอบได้ ขึ้นอยู่กับแสงแห่งความกรุณาจะเอื้ออำนวย ซ้ำร้ายการอยู่กลางหุบเขาแวดล้อมด้วยไม้ใหญ่ เมฆฝนจึงปกคลุมท้องฟ้าตลอด 10 เดือน มีแค่ช่วงสั้นๆ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมเท่านั้น ที่จะมีแสงอาทิตย์ยาวนานออกไปเกินกว่า 10 ชั่วโมง

 แต่วันนี้วิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ 135 ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป แสงสว่างสังเคราะห์แรกที่ไม่ได้เกิดจากดวงอาทิตย์ส่องแสงขึ้น ณ บ้านหลังเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาไกลโพ้น เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กสำหรับผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชนพอเพียง ?!!

 จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ต่ำกว่าหมู่บ้านลงไปราว 200 เมตร สายไฟทอดตัวยาวจากต้นไม้ต้นหนึ่งสู่อีกต้นหนึ่ง ไม่มีเสาไฟฟ้าคอนกรีตเหมือนตามเมืองใหญ่ เพื่อให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ ตะปูตอกยึดสายไฟถูกแทนที่ด้วยลวดมัดรอบต้นไม้ บ้านหลังแรกที่ได้รับกระแสไฟฟ้าเป็นบ้านไม้เล็กๆ เลขที่ 245 หมู่ 15 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ของ "ลัดดา ไพรเจริญศรี" วัย 36 ปี ที่อาศัยอยู่ร่วมกับสามีและลูกๆ รวม 5 คน ภายใต้หลอดตะเกียบ 2 ดวงที่ชานเรือนกับในตัวบ้าน

 "ที่ผ่านมาพวกเราต้องอยู่ในความมืดทันทีที่พระอาทิตย์ตก และจะเริ่มต้นดำเนินชีวิตกันใหม่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น กระทั่ง 2 เดือนก่อนหมู่บ้านของเราก็มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เรามีชีวิตช่วงที่มีแสงสว่างเพิ่มขึ้น" ลัดดา กล่าวด้วยสำเนียงชาวเขากระท่อนกระแท่นใบหน้าเปี่ยมสุข

 ลัดดา บอกว่า วิถีชีวิตของปกาเกอะญอไม่ต้องการอะไรมาก ที่ต้องการไฟฟ้าไม่ใช่เพราะอยากมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น หม้อหุงข้าว ทีวี หรือตู้เย็น แต่สิ่งที่ต้องการคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เด็กๆ โดยเฉพาะลูกๆ ของเธอสามารถอ่านตำราเรียนเมื่อกลับมาถึงบ้านตอนกลางคืน หรือไม่ก็รับฟังข่าวสารบ้านเมืองไม่ให้คนอื่นพูดได้ว่า พวกเราเป็นคนหลังเขา

 พื้นฐานของปกาเกอะญอบ้านสันดินแดงเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ป่า มีการตกลงกันในหมู่บ้านจะช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ ด้วยการแบ่งพื้นที่ใช้สอยชัดเจนเป็น 3 ส่วน คือ ป่าชุมชนคือป่าที่ใช้ทำไร่ทำนา ป่าใช้สอยสามารถเข้าไปหาของป่าได้ ส่วนที่สามป่าอนุรักษ์ วันนี้พวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่าไฟฟ้าที่ทำให้หมู่บ้านสว่างไสวเกิดจากป่าต้นน้ำ ทำให้พวกเขารักป่ามากยิ่งขึ้น

 "ระแหง เนะโพธิ์" ผู้ใหญ่บ้านสันดินแดง วัย 55 ปี บอกว่า เมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ก็อยู่กันได้ แต่มันทำให้เกิดการด้อยโอกาส เช่น เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้ การรับรู้ข่าวสาร เมื่อหลายปีก่อนทางราชการนำโซลาร์เซลล์มาให้ใช้ แต่ก็ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เพราะสภาพผืนป่าสมบูรณ์มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี สามารถใช้ได้แค่เพียง 2-3 เดือนช่วงหน้าร้อนเท่านั้น กระทั่งเมื่อ 6 เดือนก่อนมีเจ้าหน้าที่จากบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และกรมพลังงาน เข้ามาสำรวจพื้นที่ป่าบ้านสันดินแดงและสอบถามความต้องการการใช้ไฟฟ้าของชาวบ้าน ผลการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านเสียงส่วนใหญ่อยากได้แสงสว่าง

 "กว่าจะตกลงกันได้และกว่าจะสำรวจเสร็จก็ 3 เดือน มีกรอบชัดเจนว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นหนึ่งเดียวกับป่า ไม่มีการเบียดเบียนกันระหว่างคนกับป่า จากนั้นเราก็ช่วยกันสร้างฝายหรืออะไรก็ตาม วันนี้เรามีไฟฟ้าใช้แล้วและไม่สูญเสียป่าที่ชนเผ่าของเราถือว่าเป็นชีวิตด้วย" ผู้ใหญ่บ้านปกาเกอะญอ กล่าว

 ถึงแม้ว่าเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้ แต่ผู้ใหญ่ระแหงก็เตรียมวิธีบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเอาไว้แล้ว โดยในอนาคตหากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจจะต้องเก็บค่าไฟ โดยคณะกรรมการหมู่บ้านจะตกลงกับลูกบ้านว่า จะเก็บค่าไฟหลอดละ 3 บาทต่อเดือน หากบ้านไหนมีทีวีก็จะคิดตามขนาดทีวี เช่น 14 นิ้ว 5 บาทต่อเดือน 21 นิ้วขึ้นไปเก็บ 10 บาทต่อเดือน แต่จะคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักก่อน คือ การให้แสงสว่างแก่หมู่บ้าน !?!

 "วินิจ แตงน้อย" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป บอกว่า โครงการ "หนึ่งป่าต้นน้ำ หนึ่งต้นกำเนิดพลังงาน" เป็นการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กสำหรับชุมชนพื้นที่ป่าต้นน้ำ เพื่อสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เรื่องการดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำ

 ทั้งนี้ หมู่บ้านสันดินแดงได้รับการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กระดับหมู่บ้านขึ้นเป็นแห่งแรก มีกำลังการผลิตขนาด 20 กิโลวัตต์ ซึ่งเหมาะสมกับหมู่บ้านขนาด 30-50 หลังคาเรือน มีป่าต้นน้ำที่มีศักยภาพในการเป็นต้นกำเนิดพลังงานบนใจกลางดอยอินทนนท์ สิ่งที่แตกต่างจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กแห่งอื่นๆ คือ การออกแบบและการสร้างโรงไฟฟ้าให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โดยไม่บุกรุกหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง วันนี้โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันดินแดงกลายเป็นต้นแบบที่ดีและจะมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำลักษณะนี้อีก 5 แห่งด้วยกัน