
รปภ.เข้ม...มาร์ค"ไข่ในหิน"
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่เป็นปกติ บวกกับการข่าวเชิงลึกระบุว่าเป้าหมายลอบสังหาร "ผู้นำไทย" ยังคงมีอยู่
และแม้ที่ผ่านมาจะมีการยกเครื่องระบบการรักษาความปลอดภัยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังมิอาจวางใจในสถานการณ์ได้ เพราะดูเหมือนว่านับวันกระแสข่าวนี้จะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
หากจำกันได้ ช่วงรอบปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยถูกไล่ทุบรถคาสี่แยกไฟแดงกลางเมืองพัทยาจนทีม รปภ.ต้องลากตัวลงจากรถเบนซ์กันกระสุนประจำตำแหน่ง แล้วขึ้นรถยนต์โตโยต้าพราโด้ของทีม รปภ.ออกมาได้อย่างหวุดหวิด
จากนั้นอีกไม่นาน "อภิสิทธิ์" ก็ถูกล้อมกรอบทุบรถเบนซ์กันกระสุนภายในรั้วกระทรวงมหาดไทย และก็สามารถพาตัวเองออกมาได้อีกเช่นเดียวกัน โดยผู้รับเคราะห์แทนคือ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาฯนายกฯ ขณะนั้น
แต่นั่นก็ยังไม่นับรวมถึงการถูกขับไล่ตามสถานที่ต่างๆ อีกนับไม่ถ้วนทั้งระยะไกลและประชิดตัว
มาถึงสถานการณ์ล่าสุด หลังจากการยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แม้ "นายกฯ มาร์ค" จะกลับมาเดินสายปฏิบัติภารกิจบนโพเดี้ยมตามงานหรูดังเดิม แต่การรักษาความปลอดภัยหนนี้ ต้องเรียกว่า "ยิ่งกว่าไข่ในหิน"
นอกจากจะ เข้มงวด ขึงขัง ดุดัน ด้วยกำลังพลที่เสริมเข้ามาดูแลความปลอดภัยมากกว่า 10 นาย เดินรายล้อมตัวนายกฯ ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะ “โอเวอร์” ไปบ้างแล้ว
แต่ที่สัมผัสได้คือความ พิถีพิถัน ละเอียดยิบทุกตารางนิ้วของทีม รปภ.ชุดล่าสุด เพราะจะต้องเซตแผนในการคุ้มกันล่วงหน้าและเฉพาะหน้าอย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะย่างกรายไปปฏิบัติภารกิจทั้งในหรือนอกทำเนียบรัฐบาล
หาก เอกซเรย์ ดูทีมอารักขานายกฯ จะสามารถแยกออกเป็นทีมคุ้มกัน "วงใน" และ "วงนอก"
"ทีมคุ้มกันวงใน" มีหน้าที่ประกบชิดติดกายนายกฯ ทุกฝีก้าว โดยเป็นหน้าที่หลักของ ทีมทหารจาก ร.11 รอ.จำนวน 15 นาย จากทั้งหมด 30 นาย ที่จะคอยสลับเวรกันมาสนธิกำลังกับตำรวจติดตามอีก 4 นาย ส่วนทีมล่วงหน้าในการมาร์คจุดและเคลียร์สถานที่ รวมถึงตรวจสอบความเสี่ยง จะมีชุดล่วงหน้า 30 นายปฏิบัติงานก่อนที่นายกฯ จะเดินทางมาถึง
เจาะลงไปถึง สายการประสานงานสั่งการ นั้น นายกฯ จะเป็นผู้บัญชาการผ่านตำรวจนายเวร แล้วให้ตำรวจนายเวรสั่งการไปยังทหารชุด ร.11 รอ.อีกทอดหนึ่งว่ากำลังจะเดินทางไปไหน ชนิดบอกล่วงหน้าไม่กี่นาที เพื่อความปลอดภัย
โดยจะประสานกับชุดตำรวจล่วงหน้าเพื่อให้ประสานต่อไปยังตำรวจในท้องที่ รวมถึงตำรวจปราบจลาจลและ บก.น.1 ชุดปะ ฉะ ดะของมือปราบหูดำ "พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ" หรือ อปพร.สนธิกำลังเข้ามาด้วย
ส่วน "ทีมคุ้มกันวงนอก" เป็นหน้าที่ของ ชุดทหารจากหน่วยรบพิเศษ กองพันจู่โจมและกองร้อยปฏิบัติการพิเศษ หรือ ฉก.90 อีกจำนวนหนึ่งที่มีทหารหญิงร่วมอยู่ด้วย มีหน้าที่ป้องกันการปองร้ายโดยมียานพาหนะกันกระสุน 3 คันทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ท้ายสุดของขบวน หากเกิดเหตุการณ์ไม่เข้าที ทีมนี้จะเข้าจู่โจมได้ทันที
สำหรับทีมคุ้มกันวงนอกล่าสุดที่เสริมเข้ามาโดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกฯ แม่ทัพใหญ่ในการจัดทีม รปภ.นายกฯ มาร์ค คือ “หน่วยอรินทราช 261”
หน่วยเสริมชุดนี้มีรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อบรรทุกกำลังพลเป็นพาหนะในการคุ้มกันด้านหลังขบวนเช่นเดียวกัน และถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า จะมีหน่วยอรินทราชนี้วางกำลังในจุดที่นายกฯ ต้องเคลื่อนขบวนผ่านตลอดเส้นทางด้วย
และที่ขาดเสียไม่ได้เลยสำหรับภารกิจที่นายกฯ มาร์ค ไม่ว่าจะย่างกรายไปไหนในช่วงนี้ ต้องมีการ ตัดและก่อกวนสัญญาณโทรศัพท์ ทุกแห่ง ทั้งในที่โล่งหรือแม้แต่อาคารหรู
โดยต้องพึ่งรถตัดสัญญาณโทรศัพท์จากหน่วยเฉพาะกิจอโณทัย (ฉก.อโณทัย) ของกรมสรรพาวุธ กองทัพบก ที่สั่งตรงขึ้นมาจากภารกิจสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
หากแยกออกมาให้เห็นภาพของการจัดขบวนรถในการเดินทางออกไปปฏิบัติภารกิจ นับรวมทั้งรถนายกฯ และ ทีม รปภ.รวมถึงรถสำรองนายกฯ เข้าด้วยกันแล้ว จะเป็นขบวนยาวเหยียดราว 10-15 คัน
ในส่วนที่เป็นรถกันกระสุนมีทั้งหมด 5 คัน คันแรกคือรถของนายกฯ ที่มีการสลับการใช้งานระหว่างเบนซ์ S600 และเรนจ์โรเวอร์ที่ใช้งานต่อเนื่องมาตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่หัวหิน
โดยในขบวนจะต้องมีรถสำรองกันกระสุนของนายกฯ อีกหนึ่งคันวิ่งเป็นรถเปล่าเพื่อสแตนด์บายในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้ทีม รปภ.สามารถสลับ "ลับ ลวง พราง" นำท่านผู้นำไปนั่งรถสำรองอีกคันที่เตรียมไว้ได้
ส่วนรถกันกระสุนอีก 3 คันเป็นรถกระบะของทีม ฉก.90 ที่วิ่งปิดท้ายขบวน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากมาตรการ รปภ.ที่เตรียมอย่างแข็งขันแล้ว ระบบ "เซฟตี้เฟิร์ส" ตามหลักสากลก็จะต้องพึงตระหนักไว้ตลอดเวลาด้วยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า "นายกฯ มาร์ค" มักจะเลี่ยงขอไม่ให้สัมภาษณ์ในพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่ที่มีอาคารสูงรายล้อมอย่างเด็ดขาด แต่ก็มีบางครั้งที่นายกฯ จะฝืนกติกาไปบ้าง เช่น การไปลงพื้นที่ตรวจสยามสแควร์หลังเหตุคนเสื้อแดงบางส่วนเผาเมือง ซึ่งเล่นเอาทีม รปภ.เหงื่อตกไปตามๆ กัน
มาตรการคุ้มกัน ระวังภัยผู้นำประเทศไทย จะยังคงความเข้มข้นอย่างนี้ต่อไปตราบจนกว่าแผนปรองดองจะเดินสู่จุดหมายปลายทางของความสำเร็จ
หาไม่แล้วนี่ก็อาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ทางการเมืองของเมืองไทย ที่ผู้นำในยุคนับต่อจากนี้อาจต้องบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดระแวงจากทั้งมิตรไม่แท้และศัตรูที่ถาวรไปอีกนาน
จีรพงศ์ ประเสริฐพลกรัง
(twitter @jeerapong_nna)



