ข่าว

สั่ง ปตท.แจงลงทุนท่อก๊าซหวั่นกระทบค่าไฟ

สั่ง ปตท.แจงลงทุนท่อก๊าซหวั่นกระทบค่าไฟ

12 ก.ค. 2553

เรกกูเลเตอร์สั่ง ปตท.ส่งแผนลงทุนสร้างท่อก๊าซเส้นใหม่ หวั่นมีผลต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต ระบุปีที่ผ่านมามีการปรับขึ้นค่าท่อก๊าซแล้วถึง 2.02 บาทต่อล้านบีทียู

 นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า เรกกูเลเตอร์สั่งให้บริษัท ปตท. ส่งข้อมูลแผนลงทุนก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 เพื่อพิจารณาโครงสร้างการลงทุนและปรับแนวทางให้เหมาะสม ซึ่งการลงทุนดังกล่าวอาจทำให้ค่าผ่านท่อก๊าซฯ เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันค่าท่อก๊าซฯ อยู่ที่ 21.76 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งจะมีผลต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต

 แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวว่า แผนลงทุนก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ของ ปตท.จะรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่จะนำเข้าเป็นครั้งแรกในปี 2554 เพื่อสำรองปริมาณก๊าซในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยท่อส่งก๊าซฯ เส้นที่ 4 จะเริ่มต้นที่ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง ผ่าน จ.สระบุรี ไปแยกที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.นครราชสีมา ตามแผนจะก่อสร้างเสร็จปี 2555-2556

 ทั้งนี้เรกกูเลเตอร์จะพิจารณาแผนการลงทุนของ ปตท.ไม่ให้สูงเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้า และสอดคล้องแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 และภาวะเงินเฟ้อด้วย โดยต้องสะท้อนต้นทุนแท้จริงไม่บิดเบือนราคา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเมื่อลงทุนสร้างท่อก๊าซเส้นใหม่แล้ว ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องซื้อก๊าซราคาสูงขึ้น เพราะจะคิดค่าบริการใช้ท่อก๊าซฯ เพิ่มขึ้น สุดท้ายจะสะท้อนที่ค่าไฟฟ้าในอนาคต โดยปีที่ผ่านมามีการปรับขึ้นค่าท่อก๊าซฯ ไปแล้ว 2.02 บาทต่อล้านบีทียู ส่วนครั้งนี้เชื่อว่าจะปรับขึ้นไม่มาก

 นอกจากนี้เรกกูเลเตอร์อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบ โดยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาและจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เพราะการคิดค่าไฟฟ้าฐานที่เก็บจากประชาชน 2.25 สตางค์ต่อหน่วยเป็นอัตราเมื่อปี 2544 ซึ่งยังไม่เคยปรับ ปกติโครงสร้างค่าไฟฟ้าจะต้องทบทวนทุกๆ 3-5 ปี ขณะนี้ผ่านไปแล้วกว่า 10 ปี ยังไม่เคยปรับเปลี่ยน คาดจะแล้วเสร็จเดือนตุลาคมนี้

 นายเพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปตท.ได้ส่งข้อมูลการลงทุนให้เรกกูเลเตอร์ไปแล้ว ส่วนจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรกกูเลเตอร์ เพราะมูลค่าลงทุนโครงการสูงประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว