
ความมั่นคง"ชาติ-พรรค"งานหนัก "ประชาธิปัตย์"
ระหว่างที่รัฐบาลกำลังทำงานใหญ่ "ปฏิรูปประเทศไทย" เพื่อหวังให้คนในชาติเกิดความสมานฉันท์ มีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ล้วนมาจาก "บุคคล" ที่วงสังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับ
จนมีคนกล่าวว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี มีความชาญฉลาดในการเชิญ "ผู้อาวุโส" อย่าง อานันท์ ปันยารชุน, นพ.ประเวศ วะสี, คณิต ณ นคร มาร่วมทำงานปฏิรูปประเทศไทย
เพราะผลงานที่ผ่านมามักได้รับเสียงชื่นชม จนคนกลุ่มนี้ถูกยกเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" เมื่อสังคมเกิดเหตุการณ์แบ่งข้าง
จากนี้ไป "การปฏิรูปประเทศไทย" ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของ "รัฐบาล" แต่เป็นเรื่องของ "คณะทำงาน" ในแต่ละชุดต้องไปดำเนินการ
เพราะกรณีใหญ่ที่อาจส่งผลต่อ "รัฐบาล" โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์" ในฐานะพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมี 2 กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องรอการผลการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
- กรณีที่พรรคใช้จ่ายเงินจำนวน 29 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่ง "กกต." ได้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากใช้เงินกองทุนผิดวัตถุประสงค์ ซึ่ง กกต.ได้ยื่นสำนวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ "อภิสิทธิ์" ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แต่งตั้ง "ชวน หลีกภัย" ประธานกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี 29 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลได้กำหนดประเด็นพิจารณา 5 ประเด็น เป็นข้อกฎหมาย 2 ประเด็น ที่เหลือเป็นข้อที่ต้องไต่สวน โดยในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ จะเป็นวันนัดตรวจพยานหลักฐานที่แต่ละฝ่าย คือ "ตัวแทน กกต." และ "พรรคประชาธิปัตย์" จะต้องมาดูเอกสารของอีกฝ่ายว่าเอกสารอะไรบ้างที่จะยอมรับกันได้ หากยอมรับกันได้ก็ไม่ต้องสืบพยาน จะทำให้ประหยัดเวลาการพิจารณาของศาล
จากนั้นจะเริ่มไต่สวนสืบพยานนัดแรกในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และจะสืบต่อไปทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ โดยประเด็นเป็นไปตามที่ กกต.ได้ร้องและฝ่ายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้ คือเรื่องการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้ไปตามที่ขออนุมัติหรือไม่ และรายงานการจ่ายเงินนั้นเป็นไปตามความเป็นจริงหรือไม่
ส่วนอีกเรื่องคือ "กรณีพรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหารับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่อาจเป็นการทำนิติกรรมอำพราง เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง"
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา "คณะทำงานร่วม กกต.และอัยการสูงสุด" มีมติร่วมกันเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์
โดยก่อนหน้านี้อัยการไม่เห็นด้วยต่อการเสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์จนต้องมีการตั้งคณะทำงานรวมกัน เนื่องจากอัยการต้องการความมั่นใจและต้องการที่จะเข้ามาหารือกับ กกต. ถึงประเด็นต่างๆและแนวทางในการทำงานร่วม เหมือนกับการยุบพรรคการเมืองในหลายครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่ามีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้คือ ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะแจ้งความเห็น และส่งเอกสารพยานหลักฐานให้อัยการสูงสุด เพื่ออัยการจะได้ดำเนินการร่างคำฟ้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ในวันที่ 13 กรกฎาคม ก่อนวันครบกำหนด 30 วัน ตามกฎหมาย
การต่อสู้ทางคดีของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคดี 258 ล้าน "ชวน" และ "อภิสิทธิ์" ออกมายอมรับว่า การต่อสู้คดีครั้งนี้ยาก ต่างจากคดียุบพรรคเมื่อปี 2549 เพราะครั้งนั้นคนในพรรคจะทราบเรื่องเกือบทั้งหมดทุกคนว่าอะไรเกิดขึ้น
"แต่ครั้งนี้แม้กระทั่งคณะทำงานที่เป็นคณะกฎหมายจริงๆ ก็จะเหมือนกับผม คือไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องการดูตามเอกสารและดูคำชี้แจงของพยานหลักฐานต่างๆ ความยากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนมันก็จะยากกว่าคือตรงนี้” อภิสิทธิ์ กล่าว
แม้ว่าคดี 258 ล้านบาทเป็นเรื่องหนักสำหรับ "คณะทำงานสู้คดี" แต่มีการคาดหมายกันว่า "คดี 29 ล้านบาท" น่าจะเป็นคดีชี้ชะตา "ยุบ-ไม่ยุบ" พรรคประชาธิปัตย์ ได้รวดเร็วกว่า "คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท"
โดยเฉพาะในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ถ้าตัวแทน กกต.และพรรคประชาธิปัตย์ต่างยอมรับเอกสารของแต่ละฝ่าย ก็ไม่ต้องสืบ "พยาน" จะทำให้เวลาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญสั้นลงไปอีก
ดีไม่ดีสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้าอาจรู้ว่า "พรรค" เก่าแก่ทางการเมืองอย่าง "ประชาธิปัตย์" จะอยู่หรือไป เพราะขณะนี้มีใครต่อใครพากันแซวว่าเร็วๆ นี้จะมีพรรคน้องใหม่ชื่อ "ไทยเข้มแข็ง" ไปจดทะเบียนตั้งพรรคร้องเพลงรอ "นักการเมือง" หน้าเก่าย้ายมาอยู่ หลังศาลมีคำสั่งยุบพรรคก็เป็นได้
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



