
อ.นิติฯมธ.จี้ตำรวจเปิดใจปฏิรูปปรับลดโครงสร้าง
อ.นิติฯมธ.จี้ ตำรวจเปิดใจปฏิรูป แนะปรับลดโครงสร้าง ดึงอัยการช่วยงานกม. ด้าน เกษมศานต์ รองผบ.ตร. เสนอการเมือง-ปชช.-ตร.สร้างระบบแต่งตั้งที่เป็นธรรม
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 ก.ค. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันอิศรามูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินเสวนา โครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 9/2553 เรื่อง “ ทางออกของความล้มเหลวปฏิรูปตำรวจไทย ” ผู้ร่วมเสวนามี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.ท.ดร.เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์ รองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) โดยนายประดิษฐ์เรืองดิษฐ์ ที่ปรึกษาฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อสมาคมนักข่าวฯดำเนินการเสวนา
ศ.แสวง กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจว่า การปฏิรูปตำรวจต้องปรับโครงสร้างตำรวจให้เล็กลงเช่น ในแต่ละท้องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องร่วมกับชุมชน รวมถึงภาคเอกชน ช่วยกันปฏิรูปเพื่อให้สำเร็จได้ง่ายขึ้นอาจให้มีการทำงานแบบตำรวจบ้านที่มีภาคประชาชนร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของตำรวจอบอุ่นและใกล้ชิดประชาชนให้มากขึ้น 2. ต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ตำรวจให้ชัดเจนรวมถึงความถนัดของงานที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ศ.แสวง กล่าวอีกว่า งานหลักของตำรวจควรให้ดูแลความสงบเรียบร้อยส่วนงานคดีควรให้นักกฎหมาย อัยการมาช่วยเนื่องจากงานด้านกฎหมายมีความซับซ้อนมาก ซึ่งสาระสำคัญของระบบกล่าวหาต้องแยกอำนาจสอบสวนฟ้องร้องคดีออกจากการพิจารณาข้อกล่าวหาเนื่องจากที่ผ่านมาระบบเราไม่เป็นสากล สำหรับงานอื่นๆที่ตำรวจไม่ถนัด เช่น การพิสูจน์ศพ ควรให้คนอื่นเข้ามาช่วย ตัวอย่างกรณีญี่ปุ่นกับอเมริกาให้แพทย์มาช่วยเป็นต้น และต้องแยกสำนวนสอบสวนออกจากสำนวนชันสูตรศพ ดังนั้นต้องแยกความถนัดของงานให้ชัดเจนและต้องแยกบทบาทตำรวจจากจับกุมและสอบสวนเอง ให้อัยการสอบสวน เพื่อเปลี่ยนให้ระบบดีขึ้น นี่เป็นลักษณะของตำรวจไทยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
“ตำรวจถึงเวลาแล้วที่ต้องเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนเข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลง เราต้องปรับโครงสร้างตำรวจ ต้องให้ท้องถิ่นประชาชนได้ทำงานร่วมปฏิรูปกับตำรวจ สร้างระบบที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการปฏิรูปต้องทำให้เกิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาอย่างที่นพ.ประเวศวะสีบอกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจ ” อ.นิติศาสตร์ มธ.กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.ดร.เกษมศานต์ กล่าวเสนอให้ใช้สามเหลี่ยม 3 ขา ในการปฏิรูปตำรวจไทย คือ ภาคการเมือง ภาคประชาชน และภาคเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกัน โดยภาคการเมืองต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการปฏิรูปส่วนตำรวจต้องเปิดใจกว้างในการยอมปฏิรูปตนเอง และภาคประชาชนต้องเข้าใจและร่วมในการผลักดันการปฏิรูปทั้งสามส่วนต้องดำเนินการพร้อมกัน เชื่อว่าหากเกิดความร่วมมืออย่างน้อย 2 ใน 3 ส่วนก็จะเกิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการปฏิรูปงานตำรวจได้จะมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะปัญหาตำรวจคือ เกิดวิกฤติศรัทธา เป็นอุปสรรคจากบทบาทการทำงานของโครงสร้างทำงานที่แบ่งอำนาจลงท้องที่ ไม่ใช่การกระจายอำนาจ รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานที่ตำรวจมักมองตนเองเป็นผู้พิทักษ์ อาจจะทำให้ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ปการปรับโครงสร้างตำรวจนั้นจะเพียงพอหรือไม่ในการทำให้การปฏิรูปสำเร็จ วันนี้สองขาภาคการเมืองและประชาชนพร้อมแล้วแต่ขาของตำรวจต้องเปิดใจยอมเปลี่ยนแปลงด้วย จึงจะปฏิรูปสำเร็จได้
“อุปสรรคที่ผ่านมาของการปฏิรูปตำรวจ เกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เกิดปัญหาความเชื่อมั่นของตำรวจต่อการกำหนดนโยบายของรัฐและความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการปฏิรูปฯมีความไม่มั่นการปฏิรูปจะแก้ปัญหาได้จริง และข้องใจว่า ทำไมการปฏิรูปต้องให้คนนอกมาดำเนินการทำไมไม่ให้ตำรวจปฏิรูปกันเอง เกิดปัญหาขึ้นระหว่างตำรวจกับฝ่ายการเมือง คือ ปัญหาอำนาจการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดีและอำนาจจากฝ่ายบริหารดังนั้นต้องทำให้ตำรวจต้องปลอดจากฝ่ายการเมือง เพราะตำรวจไม่สามารถจะปลอดจากฝ่ายบริหารได้ ” พ.ต.ท.ดร.เกษมศานต์กล่าว
ขณะที่พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจควรปรับให้ตำรวจกลับมาทำหน้าที่ของตนด้วยความมั่นใจต้องทบทวนการจัดสรรคนมาเป็นตำรวจ ให้มีการอบรมพัฒนาคุณภาพตำรวจ รวมถึงการลงทุนนำวิทยาการเทคโนโลยีไอทีมาใช้ในการทำงานของตำรวจอย่างทั่วถึงด้วยเนื่องจากขณะนี้งานตำรวจได้ลงทุนผิดที่เช่น ปัจจุบันต้องลงทุนกว่า 2 พันล้านบาทในค่าเช่ารถปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ขณะที่มีการลงทุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น หรือคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจภาคประชาชนได้รับงบประมาณไม่ถึง 20 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งการนำวิทยาการเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยควบคุมไม่ให้ตำรวจกระทำความผิดด้วยอีกทางหนึ่งทั้งนี้รัฐบาลจะปฏิรูปตำรวจควรทำในลักษณะทั้งจากความร่วมมือภายในสู่ภายนอกและความร่วมมือจากสังคมสู่ภายในองค์กรตำรวจด้วย
"ปรากฏการณ์ตำรวจมะเขือเทศวันนี้ คือ ตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ของตน เนื่องจากไม่มั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่และไม่มั่นใจในโอกาสเติบโตก้าวหน้า วันนี้ไม่ต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปแต่จะต้องทำอย่างไรให้ตำรวจกลับมาทำงานหน้าที่พื้นฐานอย่างมีจิตวิญญาณด้วยความมั่นใจให้ได้ต้องทำให้เกิดระบบแต่งตั้งตำรวจที่เป็นธรรม สร้างกฎกติกาที่ชัดเจนในระบบการแต่งตั้งตำรวจ วันนี้ยังมีปัจจัยทำให้ตำรวจไม่มั่นใจในการทำงานจึงต้องทำให้เกิดการเลื่อนขั้นตำแหน่งอย่างเป็นธรรมให้เกิดเกณฑ์พิจารณาที่ยึดความรู้ความสามารถ หรือควบคู่ความอาวุโส ” รองผบ.ตร. กล่าวและย้ำว่า
ปัญหาดังกล่าวต้องมีการคัดสรรตำแหน่งผู้การประจำจังหวัดให้บุคคลเหล่านี้เป็นนักบริหารที่ดีต้องทำให้เกิดหัวหน้าสถานีตำรวจที่มีคุณภาพ ต้องมีกฎเกณฑ์การประเมินงานที่ชัดเจนและต้องสร้างกฎกติกาให้คนมั่นใจได้ เนื่องจากการปฏิรูปตำรวจเราต้องทำให้ได้ผู้นำตำรวจในทุกระดับที่มีคุณภาพไม่ใช่แค่ผบ.ตร.คนเดียวเท่านั้น ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ ต้องทำสถานีตำรวจเป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ได้
ส่วนนายบุญแทน กล่าวว่ากระบวนการปฏิรูปตำรวจนั้นไม่สามารถละทิ้งภาคสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมได้ จำเป็นต้องมีกระบวนการทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ต้องทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกได้ถึงการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปไม่ใช่เพียงการสั่งการจากระดับบน นอกจากการปรับโครงสร้างตำรวจแล้ว จะต้องมีการปรับระบบการบริหารให้รวดเร็วด้วยรวมถึงการทำงานโดยเคารพสิทธิประชาชน สร้างระบบสวัสดิการ และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานตำรวจ
“ถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการปฏิรูปตำรวจนั้นดูเหมือนตำรวจจะยังคงเห็นว่า ถ้าไม่ปฏิรูปก็ยังสามารถทำงานต่อได้ ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจต้องสรุปทบทวนกันพอสมควรและการปฏิรูปนี้ต้องทำให้ตำรวจไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในการปฏิรูปด้วยเช่นกัน ” เลขาธิการ ครส.กล่าว
อนึ่งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจครั้งแรกซึ่งมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจเมื่อปี 2549 ได้มี 10 ข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจ ดังนี้ 1. กระจายอำนาจการบริหารคน 2. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ 3. การสร้างกลไกตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจ 4. การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตำรวจ 5. การปรับปรุงพัฒนาระบบงานสอบสวน 6. การปรับปรุงการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจ 7. การพัฒนาการสรรหาการผลิต และการพัฒนาบุคลากรตำรวจ 8. การปรับปรุงเงินเดือนค่าตอบแทนและสวัสดิการ 9. การส่งเสริมความก้าวหน้าของตำรวจชั้นประทวนและ 10. การจัดตั้งหน่วยงานพัฒนากระบวนการยุติธรรม



