ข่าว

ปชป.-พท.โหนกระแส"มาร์ควี11"ยกโต้กันรายวัน

ปชป.-พท.โหนกระแส"มาร์ควี11"ยกโต้กันรายวัน

11 ก.ค. 2553

"ปชป." อุ้ม "สุเทพ" ตั้งถามสื่อ"เป็นคนไทยหรือเปล่า"ไม่ถือเป็นการข่มขู่ ชี้คนถูกถามมีตั้งคำถามกลับได้ จี้วงการสื่อเร่งจัดการเจ้าพ่อสื่อรีดไถคอลัมน์นิสต์ พร้อมโยนกรณี"เทพไท"ถือเป็นความเห็นส่วนตัว ปัดพรรคร่วมซื้อตัวส.ส.พท.หวังสร้างเสถียรภาพรัฐบาล พท.ตั้งฉาย

(11ก.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 10.30 น. นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยวิจารณ์กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่าคุกคามสื่อกรณีย้อนถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่าว่า พรรคเพื่อไทยพยายามสร้างภาพ ฉุดให้ประเทศย่ำอยู่กับความขัดแย้ง ความแตกแยก การตั้งคำถามกับสื่อบางคนนั้น ตนถือว่าไม่ได้เป็นการคุกคาม เพราะสื่อมวลชนที่ไม่มีจรรยาบรรณไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่จะถูกตั้งคำถามไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในนิยามของการคุกคามสื่อนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐ ใช้กำลังข่มขู่

 นายสาธิต กล่าวต่อว่า กรณีนี้เป็นสิทธิ์ที่นายสุเทพจะตั้งคำถามกับสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ ที่มีพฤติกรรมย่ำอยู่กับที่ คล้ายกับความต้องการของพรรคเพื่อไทยที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ปัจจุบันสื่อบางฉบับพยายามจะโยงเรื่องของความขัดแย้งให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย เช่น การขยายผลในเรื่องความขัดแย้งในประเทศ ประเด็นของ มาร์ค วี11 แม้เป็นข้อเท็จจริงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ แต่เมื่อเขาเข้าสู่การประกวด ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามการแข่งขันด้านความสามารถ ความบันเทิง

 นายสาธิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนมีข้อมูลว่ามีอดีตสื่อมวลชนของหนังสือพิมพ์บางฉบับ เป็นระดับเจ้าพ่อสื่อ พยายามใช้อิทธิพลเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ในรูปแบบของธุรกิจประเภทล็อบบี้ยีสต์ ซึ่งตนพยายามตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตามตนไม่เชื่อว่าอดีตสื่อมวลชนดังกล่าวจะมีอิทธิพลที่จะคุกคามความเห็นของคอลัมนิสต์ได้ และตนจะนำเข้าสู่คณะกรรมการปฏิรูปสื่อด้วย เพราะส่วนตัวเห็นว่าทุกการปฏิรูปควรนำคนผิดออกมาก่อน สื่อมวลชนที่รับเงินและมีพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริงต้องช่วยกันขจัด และนำคนดีเข้ามาปฏิรูป

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการทบทวนตำแหน่งของนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของนายเทพไท ซึ่งนายเทพไทไม่ได้อยู่ในคณะทำงานของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นการทบทวนตัวเองทีมโฆษกไม่มีความเห็น แต่ตนเห็นว่าไม่ว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งใด พูดข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะ จะต้องรับผิดชอบในคำพูดดังกล่าวด้วย

ปัดพรรคร่วมซื้อตัวส.ส.พท.หวังสร้างเสถียรภาพรัฐบาล

 นายสาธิต แถลงถึงกรณีที่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์แสดงความเป็นห่วงเรื่องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เบื้องต้นตนมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะคดีอย่างแน่นอน และขณะนี้ทางพรรคยังไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองสำรองแต่อย่างใด สำหรับกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทยฟันธงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคนั้น ตนไม่แปลกใจ เพราะกระบวนการเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งตนมองว่าเรื่องดังกล่าวเปรียบเทียบได้กับ การเอาผิดคนซื้อของโจร แต่กลับไม่ดำเนินคดีกับโจรที่ไปลักของมา เมื่อไม่สามารถเอาผิดโจรได้ก็มาโทษคนซื้อของโจร

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐบาลพยายามซื้อตัวส.ส.พรรคเพื่อไทยเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล นายสาธิต กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลจำเป็นต้องคงเสียงข้างมากไว้ แต่กรณีซื้อตัวส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบข้อมูล ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นเรื่องระหว่าง ส.ส.ที่จะพูดคุยกัน หากไปอยู่กับพรรคร่วมก็เข้าใจได้ว่าพยายามขยายฐานของพรรคการเมืองให้ใหญ่ขึ้น และอาจจะไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล แต่การย้ายพรรคจะไม่เร็วขนาดนั้น เชื่อว่าเสียงของรัฐบาลประชาธิปัตย์ตอนนี้ยังยืนอยู่ได้

ขู่ "พท."ทำโพลปลอมเรียกกระแสอาจเจอใบแดง 

 นายสาธิต กล่าวถึงกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่าในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็น และได้ผลว่า การเลือกตั้งดังกล่าวผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนสูสีกันว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมที่จะสำรวจความเห็นของประชาชนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าคะแนนของการสำรวจที่พรรคเพื่อไทยทำนั้น เป็นความจริงหรือไม่ หากไม่เป็นความจริงก็จะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน และผิดกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้ง ผู้สมัครมีสิทธิ์ได้ใบแดง ซึ่งรวมไปถึงการรณรงค์หาเสียงที่พยายามชี้นำประชาชนด้วย อย่างไรก็ตามจากการประเมินการตอบรับของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคที่ลงพื้นที่ประเมินว่าประชาชนให้การตอบรับที่ดี หลายส่วนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล แต่สุดท้ายการตัดสินใจเลือกผู้สมัครรายใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน

พท.ตั้งฉายากก.600แฝดอินจันชี้เป็นแค่เครื่องมือรัฐบาล

 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงแผนปรองดองของรัฐบาลที่มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาหลายชุด ว่า ตนให้ฉายาว่าเป็นคณะกรรมการชุด 600 แฝดอินจันท์ โดยติดตามการทำงานมาตลอดพบว่าคณะกรรมการชุดต่างๆเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือให้รัฐบาล ไม่เคยสนใจในสิ่งที่สังคมสะท้อน วันนี้ความขัดแย้งยังรุนแรงแต่กลับไม่เคยสนใจรับฟังปัญหา หรือการเรียกร้องสิทธิใดๆ คนที่ถูกควบคุมตัว คุกคามอย่างไม่เป็นธรรม คณะกรรมการเหล่านี้ไม่เคยพูดถึง

 ล่าสุดมีการคุกคามหนักข้อเข้าไปถึงวงการบันเทิง มาร์ควี 11 ในบ้าน อคาเดมี่แฟนเทเซีย ที่โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์แสดงความเห็นทางการเมือง ตนได้เข้าไปตรวจสอบเชิงลึกพบกระบวนการต่อต้าน ขบวนการล่าแม่มด จนเด็กคนนี้ขึ้นเวทีไม่ได้ โดยมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ นอกจากนี้คณะกรรมการชุดต่างๆยังไม่เคยพูดถึงเรื่องการยกเลิกพรก. ไม่เคยพูดถึงกรณีที่เครือข่ายคนเสื้อแดงถูกคุกคามถึงชีวิต ล่าสุดผู้สมัครส.ข.ของพรรคถูกยิงอุกอาจกลางวัด หลังจากไปเป็นพิธีกรในงานบวช ต้องตายเหมือนกรณีของ “ อ้วน บัวใหญ่ ”

 ส่วนการปูดข่าวของนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปล่อยให้พูดได้เรื่อยไป สุดท้ายก็เป็นเรื่องเท็จ แต่ในทางกลับกันตนกลับโดนศอฉ.เรียกไปสอบในวันที่ 13 ก.ค.นี้ หลังจากนำพยานมาเปิดโปงถึงการถูกควบคุมตัวในจ.กาญจนบุรี ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจปรองดอง ยังคงตามไล่ล่าเครือข่ายคนเสื้อแดง และฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ลดละ ใช้พรก.ฉุกเฉินแบบ 2 มาตรฐาน รวมทั้งจำกัดสิทธิปิดกั้นคุกคามสื่อมวลชน

ทีมกม."พท" ชี้ "ชวน"รับหนักใจสู้คดียุบ กำลังใช้ลูกอ้อนสังคม

 นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องเงินบริจาคพรรคการเมือง 258 ล้านบาท และเรื่องเงินอุดหนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทว่า เรื่องเงินอุดหนุนพรรคการเมืองเรื่องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาท กำลังจะเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดการที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ออกมาบ่นหนักใจนั้น น่าสงสัยว่าเป็นการอ้อนขอความเห็นใจหรือไม่ เป็นการอ้อนสังคม อ้อนประชาชน และไม่รู้ว่ากำลังอ้อนใครอีกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าคงไม่มีผลอะไร จุดที่จะมีผลในเรื่องนี้ที่สุดคือข้อกฎหมาย ในส่วนของการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการนำกระบวนการตรงนี้มาพูดถึง เพราะถ้ายื่นโดยมิชอบแล้วอย่างอื่นก็ไม่ต้องพิจารณาเลย แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่ยื่นเรื่องเป็นหน่วยงานของรัฐเอง ดังนั้นหากจะอ้างเหตุผลนี้ก็กระไรอยู่

แฉผู้สมัคร"ปชป."ลงลต.ซ่อมกทม.เขต 6ส่อทำผิดกม.เลือกตั้ง

 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ตนและสก.เขตบึงกุม ได้ลงพื้นที่บริเวณหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อหาเสียงแทนผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 ซึ่งบังเอิญพบกับได้พบเจ้าหน้าที่ทีมหาเสียงของผู้สมัคร พรรคประชาธิปัตย์ มีพฤติกรรมที่น่าจะผิดกฎหมาย โดยได้แจกวารสารของกทม. ที่เป็นเงินภาษีงบประมาณของประชาชน โดยในวารสารดังกล่าว ระบุกเบอร์ผู้ของสมัครพรรคประชาธิปัตย์ และผลงานที่ผ่านมาของ ส.ส.ในเขตพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งสิ่งที่จะทำต่อไป

 นายวิชาญ กล่าวว่า สิ่งตีพิมพ์ที่นำมาแจก เห็นว่าเป็นเรื่องไม่ชอบ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบ ทั้งการเป็นพรรครัฐบาล การคงประกาศ พรก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และวารสารดังกล่าวนี้ออกมาเผยแพร่ รณรงค์หาเสียงนี้ได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นจูงใจทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ม.53 ถือเป็นการสัญญาล่วงหน้าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าผู้ว่าฯ กทม. รู้หรือไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตนจะมอบให้ทีมกฎหมายของพรรค ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว และขอให้ กทม. หยุดกระทำการใดๆ ที่จะใช้อำนาจเงินงบประมาณจูงใจให้ได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

โฆษกภท.เตือนเทพไทระวังปากให้ข่าวกระทบภาพลักษณ์รัฐบาล 

 นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ถึงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์  ออกมาระบุเรื่องการฝึกกำลังคนเสื้อแดงที่ราชบุรี นครราชสีมา และการเคหะฯกทม. ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ว่า เรื่องนี้หลายฝ่ายวิจารณ์กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่คนที่พูดเรื่องงานรัฐบาลจะเป็นนายกรัฐมนตรี และทีมของโฆษกประจำสำนักนายกฯ  ที่นายเทพไท จึงพูดในนามโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ในนามของรัฐบาล  ข้อมูลบางเรื่องที่ลึกๆ อาจจะไม่เหมือนที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯมี   ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นของนายเทพไท ควรจะมีการประสานข้อมูลกับทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯบ้าง เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่า การพูดของนายเทพไท เสมือนเป็นการพูดในนามของรัฐบาล ซึ่งสังคมอาจจะแยกไม่ออก

 “การแสดงความเห็นของนายเทพไท ในเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นต้องระวัง พูดอะไรออกมาต้องมีข้อเท็จจริง ส่วนผู้ฟังต้องใช้วิจารญาณว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ซึ่งก็ต้องดูสถานะของผู้พูดด้วย” นายศุภชัย กล่าว

 นายศุภชัย กล่าวอีกว่า เรื่องบางเรื่องฝ่ายโฆษก มีข้อมูลที่ดีมาก แต่อาจไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด เพราะจะพูดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่คนที่ทำหน้าที่โฆษกยึดถือ อย่างไรก็ตาม กรณีของนายเทพไท ที่สังคมผลตอบรับในทางลบ เชื่อว่า นายเทพไท จะมีความระมัดระวังมากขึ้น  และจะทำงานบนความรับผิดชอบมากขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นายเทพไท ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า หลังจากนี้ ถ้านายเทพไท ทำเรื่องซ้ำๆ แบบเดิมอีก เป็นเรื่องที่นายเทพไท ต้องทบทวนตัวเอง