
"กรณ์"รับศก.ดิ่งหนักปีนี้ส่อติดลบ3% เร่งออกพ.ร.ก.ใช้เงินหวย-ภาษีสรรพากรต่ำเป้า1.3แสนล.
"กรณ์" ยอมรับเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจติดลบ 3% ชี้หากรัฐนั่งเฉยทรุดถึง 8-9% ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมากระตุ้น เร่งออกพ.ร.ก.นำเงินหวยบนดิน 1.7 หมื่นล้านบาทมาใช้ สรรพากรกุมขมับคาดยอดภาษีปีนี้ต่ำกว่าเป้า 1.3 แสนล้าน
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า หลังจากที่ได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ กระทรวงการคลังก็ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลง และเป็นไปได้ที่ในปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวติดลบในอัตรา 3% ซึ่งเป็นอัตราการประเมินที่ได้รวมนโยบายของรัฐบาลไว้แล้ว แต่หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย มีโอกาสที่จีดีพีจะขยายตัวติดลบ 8-9% มีผลให้เกิดการว่างงานถึง 2 ล้านคน จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเตรียมการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงินการขาดดุลงบประมาณเพื่อนำเงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ
"เราต้องคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการแบบตรงไปตรงมา ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นเช่นใด เพราะจำเป็นต้องร่วมมือกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป เราจึงไม่ลังเลและนำความจริงมาเสนอ และก็ชัดเจนว่า นโยบายรัฐบาลจะต้องมีบทบาทมากขึ้น” นายกรณ์กล่าว
รมว.คลังกล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินเพื่อนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามความเหมาะสมและเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่การใช้เงินของรัฐบาลยืนยันว่า จะเป็นไปด้วยความรอบคอบ ทั้งเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน และวิธีการใช้เงินที่ต้องโปร่งใส ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบของการดูแลเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระยะสั้นและระยะยาว
นายกรณ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกพระราชกำหนดในการนำเงินหวยบนดินที่เหลืออยู่จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้นำเงินในส่วนเหลือค้างมาใช้ได้ทันภายในงบประมาณปี 2552 ส่วนการเดินหน้าหวยบนดินออนไลน์นั้น ในขณะนี้ ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการออกจำหน่าย แต่หากจะดำเนินการจะต้องให้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาลปี 2517 เพื่อใช้ในการออกสลากและเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ด้านนายสาธิต รังคศิริ รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย 1.2-1.3 แสนล้านบาท หรือ 10% ของเป้าหมายการจัดเก็บที่ 1.4 ล้านล้านบาท โดยประเมินจากผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ที่จัดเก็บได้ลดลงนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2551 โดยเริ่มจากรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ลดลง จากนั้น ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ก็มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เริ่มลดลง



