
รัฐทุ่มแสนล้านลดค่าครองชีพจับตาฝ่ากระแสต้านต่อมาตรการถาวร
หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายอายุมาตรการลดค่าครองชีพอีก 6 เดือน จากเดิมที่ครบกำหนดเดือนมิถุนายนเป็นสิ้นสุดเดือนธันวาคมปีนี้ โดยรัฐบาลจะรับภาระจ่ายชดเชยค่าไฟฟ้าผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน รวมถึงผู้อาศัยในอาคารชุดที่จ่ายค่าเช่าห้องพักไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อเดือน และใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย ต้องใช้เงินอีก 7,265 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชน 9.15 ล้านครัวเรือน
นอกจากนี้ ยังยกเว้นค่าโดยสารรถเมล์ฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 800 คันต่อวัน 73 เส้นทาง จ่ายเงินชดเชยผ่าน ขสมก. 1,259 ล้านบาท และยกเว้นค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม 164 ขบวนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 ระยะไกลเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมประชาชน 48.52 ล้านคน รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อีก 530 ล้านบาท
รวมการยืดเวลามาตรการอีก 6 เดือน ซึ่งเป็นการต่ออายุครั้งที่ 4 ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องใช้เงินอีกกว่า 9,254 ล้านบาท แต่หากรวมมาตรการตรึงราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี อีก 6 เดือน จากกันยายน 2553 ถึงกุมภาพันธ์ 2554 จะต้องใช้เงินอีก 15,624 ล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลต้องควักกระเป๋าอีกเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญนายกฯ ยังสั่งให้กระทรวงการคลังศึกษามาตรการรถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้าฟรี ว่าหากปรับใช้เป็นมาตรการถาวร จะมีความเหมาะสมหรือไม่และทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายในระดับใด โดยอยากให้ถือเป็นระบบที่รัฐจัดให้บริการทางสังคมฟรีสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งดูหมือนรถเมล์และรถไฟนั้น มีความเป็นไปได้มาก ส่วนค่าไฟฟ้าอาจจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยเหลือคนจนจริง
กระแสต้านหวั่นรัฐแบกภาระอ่วม
หลังจากมีแนวคิดดังกล่าวออกมา มีกระแสสังคมทั้งส่วนที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยทั้งในส่วนของคนในรัฐบาลเอง นักวิชาการและภาคเอกชน โดยบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังเดินตามนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นการหวังผลทางการเมืองและอาจจะสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการตรึงราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีนั้น เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งที่ควรจะปรับขึ้นราคานานแล้ว แต่รัฐยังนำภาษีเข้าไปอุ้มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลที่จะปรับมาตรการบรรเทาภาระครองชีพของประชาชนให้เป็นรูปแบบบริการสาธารณะเพื่อสังคมอย่างถาวร โดยมองว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องดูแลประชาชนมากถึงขนาดนั้น เพราะจะสร้างภาระงบประมาณในระยะยาว โดยรัฐบาลควรนำงบประมาณเหล่านี้ไปลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากกว่า เช่น การสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล และการสร้างถนน ประเทศก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอยู่
อีกทั้ง ยังมองว่าประเทศไทยยังไม่ถึงเวลาจะเป็นรัฐสวัสดิการเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สวีเดน เพราะประชากรของเขาเสียภาษีสูงมาก ของไทยมีคนจ่ายภาษีเพียง 6 ล้านคน แต่ต้องไปแบกรับค่าใช้จ่ายให้คนกว่า 60 ล้านคน
ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่ารัฐบาลควรนำเงินไปลงในพื้นที่ที่จนจริงๆ จะดีกว่า แม้ว่าเจตนาลดค่าครองชีพจะมุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อย เช่น คนใช้รถเมล์ฟรีน่าจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยจริง แต่ก็ยังมีคนที่มีรายได้น้อยมากกว่าที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ และควรได้รับการช่วยเหลือ
สอดคล้องกับความเห็นของนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ไม่เห็นด้วย โดยยกตัวอย่างเรื่องรถเมล์ ขสมก. ฟรี จากงานวิจัยพบว่าในต่างจังหวัด ซึ่งมีคนยากจนอยู่จำนวนมาก ยังขาดเรื่องนี้อยู่มาก รัฐบาลควรจะนำงบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปพัฒนางานด้านขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดให้ดีขึ้นจะเหมาะสมกว่า
เช่นเดียวกับนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า รัฐบาลควรยุติมาตรการดังกล่าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะที่ผ่านมาใช้เงินงบประมาณแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 หมื่นล้านบาทซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรนำเงินมาใช้ในการสร้างระบบการขนส่งทางรางจะได้ประโยชน์มากกว่า
หนุนบริการสาธารณะช่วยคนจน
ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนก็มีไม่น้อยเริ่มจากนายอำพน กิตติอำพน เลขาฯ สภาพัฒน์ ที่มองว่าการต่ออายุมาตรการถึงสิ้นปีเหมาะสมแล้วและการปรับรถเมล์ รถไฟชั้น 3 และค่าไฟฟ้าฟรีให้เป็นบริการสาธารณะถาวรนั้น จะเข้าถึงคนจนเมืองและคนชนบทได้ดี ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นและช่วยให้ประหยัดพลังงาน
ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง สนับสนุนแนวคิดนายกฯ สุดตัว และไม่หวั่นที่ถูกมองว่าเป็นการหาเสียง หรือประชานิยม โดยยืนยันว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมากในสังคมไทย โดยที่ไม่สร้างปัญหาต่องบประมาณ หากยกระดับเป็นมาตรการถาวร รัฐบาลจะใช้งบประมาณอุดหนุนรัฐวิสาหกิจปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่หากจะให้เฉพาะค่ารถเมล์ฟรี และรถไฟฟรี จะใช้งบอุดหนุนเพียงปีละ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นรถเมล์ฟรี 2,500 ล้านบาท และค่ารถไฟฟรีอีก 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่มีปัญหาเพราะที่ผ่านมารัฐจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย
ขณะที่นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การปรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพถาวรนั้น ถือเป็นระบบรัฐสวัสดิการที่ดูแลเฉพาะคนจนเท่านั้น ไม่ใช่ช่วยคนทั้งประเทศ เพราะคนจนในสังคมไทยมีรายได้ที่แตกต่างกับคนกลุ่มอื่นมาก ฉะนั้น การช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 90 หน่วยต่อเดือนจึงเพื่อประหยัดเงินให้กลุ่มคนจน ส่วนมาตรการรถเมล์ฟรีและรถไฟฟรีก็เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้นแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยชาติประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนด้วย
รัฐบาลมาร์คใช้เงินกว่าแสนล้าน
สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจาก 6 มาตรการ 6 เดือน สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายรัฐมนตรี และมีการต่ออายุอีก 1 ครั้ง รวมใช้มาตรการ 1 ปี ซึ่งครั้งที่ 2 ได้ตัดมาตรการลดภาษีน้ำมันออกไปจึงเหลือเพียง 5 มาตรการ 6 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่กระทรวงการคลังไม่ได้มีการรวบรวมตัวเลขในสมัยนั้นไว้ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการใช้เงินที่กระจัดกระจาย แต่โดยรวมก็น่าจะเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท
จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่เข้ามารับช่วงต่อก็เล็งเห็นความจำเป็นในการต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน 2 ครั้ง และ 3 เดือนอีก 2 ครั้ง จนกระทั่งมาถึงการต่ออายุมาตรการครั้งที่ 5 ล่าสุดอีก 6 เดือนจนถึงสิ้นปีนี้ โดยในส่วนของค่าน้ำฟรีนั้น ได้ตัดออกตั้งแต่ครบกำหนดครั้งที่ 3 เพราะมองว่าไม่ได้ช่วยคนจนจริงและไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการประหยัดน้ำจึงเหลือเพียง 4 มาตรการจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ จากการรวบรวมการใช้เงินของมาตรการลดค่าครองชีพสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552-31 มีนาคม 2553 พบว่ามีการใช้เงินรวมกว่า 32,255 ล้านบาท โดยใช้งบในส่วนของค่าไฟฟ้าจริง 19,683 ล้านบาท มีผู้ได้ประโยชน์ 9.15 ล้านครัวเรือน ส่วนรถเมล์ฟรี มีประชาชนใช้บริการกว่า 500 ล้านตั๋ว ใช้งบไปจริง 3,485 ล้านบาท
ส่วนรถไฟชั้น 3 ฟรี มีประชาชนได้ประโยชน์กว่า 57 ล้านคน ใช้งบทั้งสิ้น 1,439 ล้านบาท ส่วนค่าน้ำประปาฟรี ซึ่งยกเลิกไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 มีประชาชนได้ประโยชน์ 3.176 ล้านครัวเรือน ใช้งบจริงทั้งสิ้น 7,648 ล้านบาท
ยังไม่รวมกับการตรึงแอลพีจีและเอ็นจีวีอีกปีละ 3 หมื่นล้านบาท หากสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ก็รวมเวลา 2 ปี ใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาท ส่วนมาตรการอื่นที่ใช้ถึงสิ้นปีนี้ใช้เงินอีก 1.5 หมื่นล้าน รวมเบ็ดเสร็จรัฐบาลนี้ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนกว่า 1 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า การช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยผ่านมาตรการลดค่าครองชีพนั้น อาจจะเหมาะสมในบางเรื่อง เช่น การให้บริการรถไฟชั้น 3 ฟรี เห็นด้วยว่าคนต่างจังหวัดจะได้ประโยชน์มาก และการจัดสรรงบอุดหนุนแต่ละปีก็เป็นเงินไม่มากนักแค่หลักพันล้านบาท รัฐบาลมีกำลังพอหากเทียบกับการจัดสรรงบให้กระทรวงต่างๆ ที่บางกรณีก็ใช้เงินไม่เกิดประโยชน์ ส่วนรถเมล์นั้นมองว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปอุ้มเพราะคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่กลุ่มคนจนแท้จริง
“แม้ปีนี้รายได้จะเกินเป้าแต่ปีหน้า หรือในอนาคตยังเป็นสิ่งไม่แน่นอน หากรัฐจะแบกรับภาระระยะยาวหรือเป็นมาตรการถาวรนั้น อาจเป็นปัญหาต่อฐานะการคลังได้ และยิ่งเป็นการทำให้ขสมก.และรถไฟไม่มีการปรับตัวเพราะรอรับเงินอุดหนุนทุกปี”



