
โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันดินแดงต้นแบบไม่ทำลายธรรมชาติ
ณ หมู่บ้านใจกลางดอยอินทนนท์ หมู่ 15 บ้านสันดินแดง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นประชากรหลักของที่นี่ ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะหลังจากนี้จะมีไฟฟ้าต่อเข้ามาถึงบ้าน
นายพรชัย จิรประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณ 3.1 ล้านบาท เป็นการต่อยอดเดิมจากที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่าเข้ามาศึกษาช่วยเหลือสนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพที่สามารถอาศัยอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เราพบว่า เป็นที่ตั้งของแหล่งต้นน้ำที่สำคัญชาวบ้านมีวิถีอนุรักษ์ป่าเป็นทุนเดิม การจัดตั้งโครงการโรงไฟฟ้าต้นน้ำขนาดเล็กนี้ จึงถือเป็นการขยายผลต่อยอดต้นทุนที่ชาวบ้านมี ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเชื่อว่าจะดำเนินการอย่างยั่งยืนมีไฟฟ้าใช้แต่ยังคงผืนป่าเอาไว้ได้
โรงไฟฟ้าเริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553 มุ่งเน้นให้ชาวบ้านและทุกภาคส่วนบูรณาการกัน เริ่มจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ มาสำรวจศักยภาพน้ำและร่างโมเดลการพัฒนาโครงการพลังงานน้ำขนาดเล็ก ทางเอ็กโก กรุ๊ปมาให้ความรู้ด้านการผลิตไฟฟ้าแบบครบวงจร มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ 20 กิโลวัตต์ และยังมีทางออกท้ายน้ำที่ช่วยให้น้ำไหลย้อนกลับไปยังลำน้ำเดิมหมุนเวียนกลับไป เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำการเกษตรของชุมชนโดยไม่สูญเสีย
ด้านกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า มีขั้นตอนเริ่มจากการกั้นน้ำจากฝายมากักไว้ ก่อนยกระดับน้ำให้ไหลเข้าท่อขึ้นไปอยู่สูงที่ 20 เมตร จากนั้นผ่านน้ำลงท่อไปด้วยความเร็ว 100 ลิตรต่อวินาที น้ำจะไหลผ่านกังหันไปยังเครื่องผลิตไฟ และได้กระแสไฟฟ้าจำนวน 3 เฟส ส่งออกผ่านสายไฟไปตามครัวเรือน ซึ่งน้ำที่ผ่านกังหันจะไหลย้อนกลับหมุนเวียนไปยังน้ำตกและฝายอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปใช้กับพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง
โรงไฟฟ้าต้นน้ำที่บ้านสันดินแดน อ.จอมทอง แห่งนี้ จึงถือเป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของประเทศในพื้นที่ป่าต้นน้ำของ จ.เชียงใหม่ ซึ่งในระยะเวลา 3 ปีหลังจากนี้จะมีการขยายผลจัดทำเพิ่มอีก 5 จุด คือในผืนป่าต้นน้ำของภาคเหนือ 4 จุด ที่แน่นอนแล้วคือที่บ้านโป่งสะแยน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ส่วนที่เหลืออีก 3 จุดในภาคเหนืออยู่ระหว่างการคัดเลือก
นายอุทัย ศิริโรจนธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง กล่าวว่า กว่า 70 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยมีไฟฟ้าใช้ เมื่อภาครัฐและเอกชนมาจัดสร้างโรงไฟฟ้าในลักษณะที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและวิถีป่าของชาวบ้านเช่นนี้เราจึงดีใจมาก หลังจากมีไฟฟ้าเข้าถึงต่อไปพวกผู้หญิงก็สามารถที่จะทอผ้าในตอนกลางคืนได้ พวกผู้ชายจะได้ฟังเพลงและข่าวสาร ส่วนเด็กจะได้มีโอกาสเรียนพิเศษในช่วงค่ำเป็นผลดีต่อการศึกษาของเด็ก
"เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านหลงลืมวิถีชีวิตเดิมเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก และใช้ชีวิตกันอย่างสิ้นเปลืองเกินไป ขณะนี้เราได้ตั้งกฎเกณฑ์และจัดตั้งคณะกรรมการ เบื้องต้นกำหนดว่าแต่ละครัวเรือนจะให้มีหลอดประหยัดไฟไม่เกิน 3-4 หลอด และจะจัดเก็บเงินค่าไฟหลอดละ 3 บาทต่อเดือน โทรทัศน์เครื่องละ 5-10 บาท ยกเว้นตู้เย็นและเครื่องคอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะที่โรงเรียนและอาจมีการจำกัดเรื่องเวลาในการใช้ไฟเพื่อสันทนาการเช่นเด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่ชื่นชอบการฟังเพลงอาจส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น"
การจัดตั้งโรงไฟฟ้าภายใต้แนวคิดในการอนุรักษ์ธรรมชาติดังกล่าวได้ส่งผลดีทำให้ให้ชาวปกาเกอะญอ 32 ครัวเรือนกว่า 135 คน ในหมู่บ้านมีสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ปัญหาและข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าต้นแบบแห่งนี้ก็คือปริมาณน้ำซึ่งหากแล้งจัดน้ำไม่พอก็จะลำบาก ข้อตระหนักของชาวบ้านที่นี่ทุกคนจึงรู้ดีว่าถ้าอยากมีไฟฟ้า ก็ต้องมีน้ำ และต้องร่วมมืออนุรักษ์ป่าเอาไว้เพื่อต่อลมหายใจอย่างยั่งยืน
ขวัญดาว จิตรพนา



