ข่าว

บริหารชาติด้วยกรรมการ

บริหารชาติด้วยกรรมการ

12 ก.ค. 2553

รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นคณะหนึ่งซึ่งนิยมแต่งตั้งกรรมการเพื่อจัดการปัญหา หรือพิจารณาในเรื่องต่างๆ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อเนื่องในการบริหารประเทศ ที่ผ่านมามีข้าราชการและบุคคลมีชื่อเสียงนั่งอยู่ในกรรมการมากกว่า 10 แห่ง จนสร้างความสงสัยว่าบุคคลเหล่าน

 ขณะเดียวกัน เรามีกรรมการหลายชุด ซึ่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ในการทำสัญญากับภาคเอกชน แต่เมื่อเกิดปัญหาข้อขัดแย้ง ผลสุดท้ายการต่อสู้ในระดับอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการทางศาล ฝ่ายรัฐกลับตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คดี ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หรือรู้กันในภาษาชาวบ้านว่าเป็น “ค่าโง่” มากมายนับเป็นพันๆ ล้านบาท นอกจากเสียหายด้านงบประมาณแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นการไร้ประสิทธิภาพและความรู้ นอกเหนือจากประเด็นในการสมรู้ร่วมคิดในการฉ้อฉลผลประโยชน์ของรัฐเพื่อตัวเอง

 การแต่งตั้งกรรมการพิจารณาในเรื่องต่างๆ อาจถูกมองว่าเป็นความรอบคอบ ต้องการให้ระดมความคิดเห็นและทรัพยากรเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่ระยะหลังการตั้งกรรมการได้ถูกมองว่าเป็นการยื้อเรื่องราว ซื้อเวลา และเตะถ่วง หรือโยนกลองให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบแทนชั่วคราว หรือการหาแพะรับบาปนั่นเอง และเป็นการฟ้องให้เห็นการไร้ความเป็นผู้นำ ขาดความกล้าหาญในการตัดสินใจ และประเทศไร้บุคลากรอันมีภูมิปัญญาและความตั้งใจในการบริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของปวงชน

 ล่าสุด การตั้งกรรมการเพื่อปรองดอง และปฏิรูปประเทศ ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านตัวบุคคล ความจำเป็น คุณสมบัติ ระยะเวลาในการทำงาน วัตถุประสงค์แท้จริง และการต้องใช้จ่ายงบประมาณมหาศาล ขณะที่ไม่มีความหวังว่าการศึกษานั้นจะนำพาบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าทั้งๆ ที่บรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องยังรุนแรง และอาจเกิดวิกฤติรอบใหม่ เช่น การก่อการจลาจล ก่อการร้าย เผาบ้าน เผาเมือง เพราะเป็นการตบมือข้างเดียวนั่นเอง

 คณะกรรมการแม้จะมาจากหลายฝ่าย แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจ ความมั่นใจต่อประชาชน เนื่องจากไม่ได้แสดงจุดยืน และใช้ความรู้ ความสามารถในยามที่ชาติเผชิญวิกฤติ นอกจากไร้จุดยืนเพื่อผลประโยชน์ของชาติแล้ว ยังมีพวกอาศัยความน่าเชื่อถือทางวิชาการตีกิน เอาชื่อเสียงและผลตอบแทน ขณะที่พยายามฝังแนวคิด ความเชื่อของตัวเอง ซึ่งส่งผลลบต่อบ้านเมืองอีกด้วย ดังนั้น ย่อมไม่น่าประหลาดใจที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้หวังผลมากมายจากคณะกรรมการ เพราะจะเห็นผลหลังจาก 3 ปี ตามกำหนดเวลาและการใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการศึกษาหลายครั้ง เพราะยังมีกลุ่มหวังจะก่อความไม่สงบในบ้านเมืองตลอดเวลานั่นเอง