
ศอฉ.ตั้งทีมล่าอาวุธคืน
สาเหตุที่ทำให้ รัฐบาล-ศอฉ. ตัดสินใจประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) คงพื้นที่ไว้ 19 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ยังไม่น่าไว้วางใจไปอีก 3 เดือนเต็ม เพื่อใช้เป็นการ ป้องกัน-ป้องปราม ไปในตัว
เพราะหากเกิดสถานการณ์รุนแรงอะไรขึ้นมา “รัฐบาล-ศอฉ.” เกรงว่าจะไม่ทันกับการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น จึงอยากคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนกว่าจะแน่ใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองสงบจริง
ปัจจัยสำคัญเรื่องนี้คือ อาวุธสงครามและยุทธภัณฑ์ทางทหาร จำนวน 68 รายการ ที่หายไประหว่างกำลังทหารของกองทัพบกการเข้าไปเคลียร์พื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสี่แยกคอกวัว ยังไม่ได้กลับคืนมาเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะอาวุธปืน “ทาโว่-เอ็ม 16-อาก้า” ทำให้รัฐบาลวิตกว่าอาวุธเหล่านี้จะกลับมา “ย้อนศร” ได้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม จึงมีมติเตรียมออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ทาง ศอฉ.ได้ตั้งทีมไล่ล่าบุคคลที่ยึดอาวุธของกองทัพ โดยมีการแยกทีมออกเป็น 4 ทีม
1.แนวตะเข็บชายแดน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
2.แนวตะเข็บชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
3.แนวตะเข็บชายแดน จ.ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์
4.แนวตะเข็บชายแดน จ.เชียงราย, แม่ฮ่องสอน
ตามที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่เสนอ ศอฉ. และเสนอมายัง ครม. เพื่อให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามต่างๆ กลับมามอบให้ทางราชการภายในระยะเวลา 60 วัน หลังจากที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับดังกล่าวคลอดออกมาบังคับใช้
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เร่งจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ โดยคาดว่าในวันอังคารที่ 13 กรกฎาคมนี้ น่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ครม.อีกครั้ง
สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คือหลังจากที่ ครม.มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับร่างฉบับดังกล่าวแล้ว ก็จะเสนอเรื่องผ่านเข้าไปยังรัฐสภา เพื่อเข้าสู่วาระการพิจารณาในเรื่องนี้ โดยรัฐบาลอาจจะมีกฎระเบียบให้บุคคลที่ยึดอาวุธราชการไป
โดยบุคคลที่ครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด จะต้องนำมาคืนให้แก่ทางราชการภายในระยะเวลา 30-90 วันอย่างต่ำ แต่รัฐบาลอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว จึงได้เปลี่ยนกรอบกำหนดระยะเวลาเหลือเพียง 60 วันเท่านั้น หากผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามอยู่ และไม่นำมามอบให้ทางราชการจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะคดีอาญาที่เป็นบทลงโทษตามกฎหมายในเวลานี้
แนวคิดการดำเนินการเรื่องนี้มีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลเกรงว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามอยู่ในเวลานี้อาจจะหลงผิด อาจจะเข้าไปสนับสนุนให้ขบวนการโดยเฉพาะขบวนการกลุ่มก่อการร้ายที่ขณะนี้กระจายอยู่ในหลายพื้นที่โดยบังเอิญ จึงอยากให้นำกลับมาคืนทางราชการ หรือเพื่อไม่ให้อาวุธสงครามหลุดออกจากมือประชาชนผู้บริสุทธิ์
ประเด็นที่ 2 คือรัฐบาลไม่ต้องการให้ประชาชนติดร่างแหต้องโทษกับเรื่องนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามผลักดันให้ผ่านเข้าสภาเพื่อให้ออกเป็น พ.ร.บ. เพราะถ้าหาก พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกโดยรัฐบาลก็จะเกรงว่าจะมีปัญหาเพื่อจะถูกโจมตีได้ว่ารัฐบาล หรือฝ่ายบริหารจัดทำเรื่องนี้ จึงเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้
ประเด็นที่ 3 คือรัฐบาลเห็นว่าหากผู้ที่พยายามจะกระทำความผิดไม่สนใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ทางรัฐบาลก็จะดำเนินคดีอาญาได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ได้บังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศอฉ.ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยไปจัดทำเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะออก พ.ร.บ.ฉลับดังกล่าวให้ได้ ทางกระทรวงมหาดไทยจึงเร่งจัดทำเรื่องนี้เป็นการด่วน
หน่วยงานด้านความมั่นคงยังไม่ “ฟันธง” ชัดเจนตามที่ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมา “แฉ” การ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
มีการซ่องสุมฝึกอาวุธในพื้นที่ 3 จุดใหญ่ คือ เขาโลมฟาน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา, แนวตะเข็บชายแดน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และแฟลตการเคหะฯ 53 ซ.คู้บอน กทม. จริงหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะ “เท็จ-จริง” อย่างไร หน่วยงานด้านความมั่นคงก็มิอาจนิ่งนอนใจได้ เพราะถ้าหากมีการซ่องสุมฝึกอาวุธเพื่อต้องการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น และยิ่งถ้าเป็นการซ่องสุมฝึกอาวุธเพื่อมาดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้คงไม่ยอมแน่ๆ ที่จะปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ถืออภิสิทธิ์ก่อเหตุอย่างหน้าตาเฉย
ทาง ศอฉ.มีบทเรียน “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก จึงทำให้ ณ เวลานี้ หน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เร่งตรวจสอบหาข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องนี้ รวมถึงการเข้าไปเกาะติดในพื้นที่ต่างๆ รวมถึง 3 จุดใหญ่ที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน แต่เบื้องต้นยังไม่พบการเคลื่อนไหวเป็นกองกำลัง แต่พบการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ กระจายในแต่ละพื้นที่เท่านั้น
ทีมข่าวความมั่นคง



