
เรายอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกไม่ได้"ธาริต เพ็งดิษฐ์"
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หนึ่งในหน่วยงานหลักของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่หลายสำนวนคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช.จะต้องทยอยเข้าสู่การพิจารณาจนแทบจะเกินกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ต้องเห
ธาริต ในฐานะหนึ่งในกรรมการ ศอฉ. ยืนยันว่า ที่ประชุม ศอฉ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่ระบุ 19 จังหวัด เพราะในฐานะฝ่ายบริหารบ้านเมือง ก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล แต่ฝ่ายการเมืองเองก็จำเป็นต้องฟังฝ่ายข้าราชการ ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเสียงสะท้อนของ ศอฉ.เป็นสิ่งที่พึงต้องรับฟัง
ถามว่ามติของ ศอฉ.เป็นอย่างไร ธาริตบอกว่า เสียงเป็นเอกฉันท์ ทุกคนเห็นพ้องกันว่า พื้นที่ที่มีการนำเสนอนั้น ด้วยข้อมูล ด้วยแนวโน้ม เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ ที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ เราจึงมีมติให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้
ซึ่งในฐานะหัวหน้าหน่วยงานหน่วยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ดีเอสไอก็เห็นด้วยกับ ศอฉ.
ทั้งนี้ ในการพิจารณานั้น มีรายละเอียดแยกย่อยเป็นพื้นที่ที่อาจจะเกิดความไม่เรียบร้อย เราวิเคราะห์กันละเอียดรอบด้านก่อน จึงมีมติออกมา
"ที่มีการตั้งข้อสังเกตกัน ผมบอกได้เลยว่า การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนปกติทั่วไปที่คิด และกระทำโดยสุจริตเลย แต่พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะกระทบบ้างกับพวกที่จะก่อหวอด ปลุกระดมให้มีการชุมนุม สร้างความไม่สงบเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง"
ธาริตย้ำว่า เพราะฉะนั้น เราต้องมองว่า การบังคับใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ไม่ได้กระทบกับคนโดยทั่วไป
ถามว่า เมื่อมีการจับกุมคุมขังกันแล้วการสอบสวนจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย การจับกุมก็เป็นไปตามกฎหมาย เราต้องยอมรับกันว่า เมื่อบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ เราจะใช้วิธีการปกติไม่ได้
การรักษาความสงบเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหากเราปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกก็จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอยางรุนแรงแล้วก็จะเป็นฝันร้ายของบ้านเมืองอีกครั้ง เรายอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกไม่ได้
ส่วนจะมีการกำหนดวันเวลาว่าจะสอบสวนแล้วเสร็จ เพื่อจะส่งไปฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใดนั้น อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นให้อำนาจไว้ชัดเจนแล้วว่า กำหนดวันฝากขังได้คราวละ 7 วัน ฝากได้ 4 ครั้ง ไม่เกิน 30 วัน เราใช้กลไกศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่อยู่แล้ว ศอฉ.ไม่ได้ทำไปโดยพลการ
แต่ที่ทางฝ่ายโน้นออกมาโวยวายว่า เอาไปขังลืม ขังที่นั่นที่นี่ หรือไม่ก็ไม่ได้พบญาติ ไม่ได้พบทนายความ ธาริตกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเท็จทั้งนั้น เพราะ ศอฉ.ตรวจสอบแล้ว และก็ทราบว่า ศอฉ.เรียก นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ไปชี้แจงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าได้ไปพบหรือยัง
"เรื่องนี้เป็นการกุข่าวขึ้นมา เป็นข่าวเท็จ เพื่อที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้อำนาจผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าทำผิดกฎหมายหรอกครับ เพราะเจ้าหน้าที่หากไปทำผิดกฎหมายเสียเอง โทษก็จะเป็นสองเท่า ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำผิดกฎหมาย ทางฝ่ายโน้นเองเขาก็คอยจ้องจะจับผิดอยู่"
นั่นคือคำตอบเกี่ยวกับการจับกุมคุมขัง และตอบโต้ข่าวของฝ่ายเสื้อแดง แต่เมื่อถามว่า หากครบ 3 เดือนแล้วจะมีการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกหรือไม่ หรือจะมีการประเมินสถานการณ์กันอย่างไร เมื่อใด ว่า จังหวัดไหนควรจะยกเลิกการบังคับใช้ ธาริตกล่าวว่า ตรงนี้บอกไม่ได้ เพราะต้องดูตามสถานการณ์ ซึ่งที่ประชุม ศอฉ.ก็คงจะมีการประเมินกันว่า เป็นอย่างไร ถ้ามีสิ่งบอกเหตุ มีการปลุกระดมมวลชน หรือมีการจัดตั้งกลุ่มที่ดูแล้วมีศักยภาพพร้อมที่จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย พอถึงเวลานั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คงจะต้องเสนอต่อที่ประชุม ศอฉ.
อย่างไรก็ตาม ถามว่าอีกกี่วันถึงจะมีการประเมินสถานการณ์ที่ว่า ธาริตบอกว่า 3 เดือน
ทั้งนี้ ธาริตยอมรับว่า รัฐบาลคงจะต้องอาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ไปอีกระยะ เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ถึงแม้จะถูกโจมตี ต่อว่า หรือแสดงความไม่พอใจ รัฐบาลก็คงต้องประเมินว่าภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมือง ถ้าแลกกับตรงนั้นบ้าง ก็คงจะต้องยอมรับกัน
สำหรับคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอเป็นเจ้าภาพอยู่นั้น ธาริตบอกว่า มีด้วยกัน 4 ประเภท ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 250 คดี
1.กระทำการก่อการร้าย
2.การขู่บังคับรัฐบาลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
3.ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
4.การกระทำต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทางราชการ
ธาริตบอกว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องหาทั้งหมดประมาณ 500 คนเศษ ติดตามจับกุมตัวได้แล้วประมาณ 200 คน
ถามว่า ถ้าจับหมดแล้วสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ถ้าติดตามจับกุมดำเนินคดีได้ทั้งหมด และมีการลงโทษกันไป เชื่อว่าการกระทำผิดซ้ำก็คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อคนได้รับโทษก็จะเกรงกลัวว่าจะถูกลงโทษอีก และคนจะเกรงกลัวต่อกฎหมาย
ในภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ อยากขอเรียกร้องให้ทุกคนทุกฝ่าย ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะกฎหมายจะเป็นบรรทัดฐานของสังคม ช่วยให้ประเทศเป็นปกติ ถ้าเราละเมิดกฎหมายมากเท่าใด ก็จะเท่ากับว่าเรานั่นแหละที่ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ
ส่วนการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ตรงนี้เป็นมาตรการยับยั้งของ ศอฉ.ที่สั่งการไปเป็นมาตรการหยุดยั้งการสนับสนุนการชุมนุมของ นปช. มาตรการนี้ออกมาก่อนที่การชุมนุมจะยุติ โดยหน่วยงานที่เข้าไปดำเนินการในเรื่องนี้ ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมสรรพากร และดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการ เริ่มต้นที่มีผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 152 ราย
"ทั้ง 152 รายนี้ได้จากการดำเนินงานของ ศอฉ. ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็มอบหมายให้ ปปง. ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะตรวจสอบวิเคราะห์อยู่แล้ว เมื่อได้ข้อมูลจากธนาคารที่ส่งมาให้ก็ตรวจสอบ จนสุดท้ายก็เหลือรายชื่อออกมา 83 ราย ศอฉ.ก็สั่งให้ทั้ง 83 รายชี้แจง โดยไปชี้แจงต่อคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยคนจาก 4 หน่วยงานที่ว่า"
ธาริตกล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนมาได้เป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว ก็เรียบร้อยทุกอย่าง การชี้แจงก็เป็นไปตามปกติ ยกเว้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เข้าใจว่าคงจะไม่มาชี้แจง และก็ไม่ตั้งตัวแทนมาชี้แจงด้วย
ธาริตย้ำด้วยว่า การตรวจสอบธุรกรรมนั้น ดีเอสไอในฐานะแม่งานยืนยันว่า ได้ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างดี เพราะยังถือว่าไม่ได้เป็นผู้ต้องหา เป็นเพียงผู้ที่ต้องมาชี้แจง
ทั้งนี้จากการประมวลผู้ที่มาชี้แจงแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสีขาว หมายถึงผู้ที่ชี้แจงได้ครบถ้วน ถูกต้องสมบูรณ์ 2.กลุ่มสีดำ ก็คือ พวกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง และสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มก่อการร้าย กลุ่มนี้ที่สุดแล้วจะต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาสนับสนุนการก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม ธาริตปฏิเสธที่จะยกตัวอย่างคนกลุ่มนี้ ว่ามีใครบ้าง และมีพฤติกรรมอย่างไร โดยระบุว่า เป็นเพียงขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่ได้ประมวลข้อมูลทั้งหมด
3.กลุ่มสีเทา กลุ่มนี้ธาริตบอกว่า เป็นกลุ่มที่ชี้แจงได้ แต่ไม่ชัดเจนว่าสนับสนุนทางการเงินโดยตรงแก่กลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ แต่ก็จะเป็นหลักฐานโดยอ้อมที่จะต้องตรวจสอบต่อไปในเชิงลึก
"ในทางคดี สีเทา สีดำ เราจัดเป็นพยานแวดล้อมกรณี (พยานแวดล้อมที่ไม่ใช่พยานโดยตรง) ที่เราจะนำไปพิสูจน์ต่อศาล"
ทั้งนี้ คาดว่าอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะจัดหมวดหมู่ได้ว่าใครอยู่กลุ่มไหน
ธาริตย้ำว่า ปฏิบัติต่อทั้ง 83 คนอย่างผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย การสอบสวน การตรวจสอบ ทำด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ ไม่มีใครคนใดละเมิดสิทธิบุคคลทั้งหมดที่กล่าวมา
ส่วนข้อครหาที่ว่า นี่คือการเปิดตัวกลุ่มคนที่สนับสนุน หรือเป็นเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงแม้จะไม่มีความผิด แต่ก็ได้ชื่อว่า ยืนอยู่ฟากโน้นแล้ว ธาริตปฏิเสธว่า คงจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเราถือว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่อย่างนั้นเราจะเปิดโอกาสให้ทุกคนชี้แจงอย่างเต็มที่ทำไม ถ้าหากชี้แจงได้ก็จบ
"ในภาวะบ้านเมืองอย่างนี้ เราจำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการสกัดท่อน้ำเลี้ยง คนที่บริสุทธิ์ คนสุจริต ก็ไม่ต้องไปกลัว" ธาริตกล่าวทิ้งท้าย



