ข่าว

ชวนชิม-ลัดเลาะสุวรรณภูมิชิมรสเด็ดอินโดจีน

ชวนชิม-ลัดเลาะสุวรรณภูมิชิมรสเด็ดอินโดจีน

11 ก.ค. 2553

วิถีผู้คนริมสองฝั่งโขงไล่ลงมาตั้งแต่ต้นกำเนิดสายน้ำแห่งชีวิตอย่างประเทศจีน พม่า เวียดนาม ลาว ไทย และกัมพูชา ก่อเกิดอารยธรรมความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน มีปลากินปลา มีผักกินผัก จนบางครั้งแยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วของกินอย่างเดียวกันมีถิ

 คงไม่ต้องถึงกับทำวิจัยให้ปวดสมอง แต่งานนี้เพียงพอที่จะรับรู้ว่ารสชาติของชาวลุ่มน้ำโขงแต่ละชนชาตินั้นเขากินอยู่กันอย่างไร ก็ที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ เขาปิ๊งไอเดียดึงเสน่ห์ความหลากหลายของผู้คนแถบนี้จัดเป็น "เทศกาลอาหารอินโดจีน" ฟังแค่ชื่อก็เร้าความสนใจอยากสาวเท้าเข้าไปทำความรู้จักซะแล้ว

 เท่าที่ได้พูดคุยกับเชฟสมาน ลอยเจียม รองเชฟใหญ่ประจำห้องอาหารของโรงแรมที่อุตส่าห์กางตำราค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศแถบลุ่มน้ำโขง หรืออินโดจีน จนได้รู้ๆ ว่าถึงจะแบ่งปันเขตแดนกันอย่างชัดเจน แต่อาหารการกินกลับคล้ายคลึงกันมาก วัตถุดิบบางอย่าง เช่น ตะไคร้ที่เราคุ้นเคยดี สืบไปสืบมาถึงรู้มีถิ่นกำเนิดอยู่เวียดนามโน่น และนั่นก็เป็นที่มาของอาหารขึ้นชื่อสัญชาติเวียตอย่าง "ไก่ทอดตะไคร้" หรืออย่างผักชีลาว ก็แพร่หลายไปในหลายสูตรอาหารของแต่ละประเทศ

 เทศกาลนี้เขาจัดให้แบบบุฟเฟ่ต์รวมอยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ปกติ โดยเชฟคนเก่งงัดรายการอาหารเด็ดๆ มาประเทศละ 2-3 รายการ ฟังแล้วหูผึ่งชักอยากรู้อยากเห็นแล้วสิว่า เขาจะเลือกอะไรมาให้ลองลิ้มชิมรสกันบ้าง ไล่จากจานเด็ดแดนมังกร วันที่ไปชิมเชฟสมานปรุง เนื้อผัดพริกไทยดำ ซุปเสฉวน และ หมูผัดเปรี้ยวหวาน โดยเฉพาะเนื้อผัดพริกไทยดำ ใช้เนื้อสันอย่างดีผัดใส่เครื่อง แต่รสชาติกลางๆ ตามสไตล์อาหารจีน

 ของอร่อยฟากพี่น้องลาว เชฟเลือก แกงหมกปลาช่อน มาให้ชิม เป็นของกินคนลาวแท้ๆ ปลาช่อนตัวเขื่องแล่เป็นชิ้น แล้วหมกสมุนไพร ผักชีลาว พริกไทย หอม กระเทียม ตะไคร้ นึ่งจนสุก เปิดฝามาปั๊บกลิ่นหอมฉุยเลย เขาหมกจนสมุนไพรเข้าเนื้อปลานุ่มๆ ดับกลิ่นคาวชะงัด อร่อยมาก แล้วก็มีปลาผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แกงอ่อมปลาผักชีลาว ชามนี้เอาไว้ซดแก้คอฝืดเจ๋งไปเลย

 สำหรับจานเด็ดแบบเขมร เชฟเห็นว่ากินปลามาเยอะแล้วเลยเลือกเมนูไก่ คนเขมรเขาชอบกินไก่บ้านมากกว่าไก่ฟาร์ม อย่าง ไก่บ้านคั่วงา ใส่ซีอิ๊วขาวนิดหน่อย รสชาติออกหวานมัน กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้าท่าดี แล้วก็มี หมึกนึ่งมะนาว ที่ใส่มะม่วงเปรี้ยวๆ ด้วย แปลกดี ส่วน ก๋วนเตี๋ยวผัด แบบผัดไทยก็ไม่ค่อยต่างจากบ้านเราแต่รสชาติจะจืดกว่านิดหน่อย กินกับน้ำพริกเผาดำๆ รสชาติใช้ได้

 มาถึงจานเด็ดที่ต้องเก็บไว้เป็นไฮไลท์ คงต้องยกให้ทางฝั่งเหงียน แต่ขอบอกว่าสำหรับคนกรุงอาจไม่ค่อยคุ้นลิ้นกับเนื้อสัตว์ที่เขานำมาปรุง นั่นคือ "กบ" คนเวียดนามเขากินกบเป็นปกติ แล้วก็เลี้ยงกันเป็นฟาร์มใหญ่โตยิ่งกว่าบ้านเราอีก เราเลยมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติ "ขากบผัดพริกไทย" น่องกบใหญ่ๆ เท่ากับปีกไก่บนลอกหนังสะอาดสะอ้าน ผัดใส่เครื่องเทศ ตะไคร้ พริกไทยดำ เติมผงปาริก้าและเหล้าขาวนิดหน่อย โรยด้วยใบโหระพา ดับกลิ่นคาวหมดสิ้น ผัดแบบแห้งๆ เข้มข้น เนื้อกบหวานเหมือนเนื้อไก่ ต้องกล้าลองถึงจะรู้ ยังมี ไก่อบตะไคร้เครื่องเทศ กินกับน้ำจิ้มแจ่ว พร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ อร่อยเหาะ

 แหม...ตื่นลิ้นกับของกินต่างถิ่นจนเกือบลืมสำรับไทยไปซะแล้ว แต่ก็อย่างว่าเรากินกันจนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นพะแนงไก่ ทะเลผัดฉ่า เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ และเพื่อไม่ให้จำเจเขาเลยหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปรายการอาหารแต่ละชาติทุกสัปดาห์ แต่ก็มีบางอย่างที่ยืนพื้นอย่าง ขากบผัดพริกไทยดำ แกงหมกปลาช่อน เป็นต้น

 เอาเป็นว่าอยากรู้จักรสชาติไหนให้สนิทใจยิ่งขึ้น ก็แวะไปลิ้มลองกันได้ เทศกาลอาหารอินโดจีน ยังรอให้ชิมอีกยาวไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมโน่นแหละ อ้อ...นัดแนะกันไปเฉพาะมื้อค่ำวันศุกร์เท่านั้นนะ ตั้งแต่เวลา 18.30-22.30 น. ราคาเบ็ดเสร็จ 899 บาท โทรศัพท์ไปสอบถามก่อนก็ได้ที่เบอร์ 0-2131-1111 ต่อ 1295 อะไรที่ไม่เคย ก็ได้ลองกันคราวนี้ละ !!