ข่าว

ถกปฏิรูปสื่อชี้ฟังข้างเดียวร้ายดุจยุคฮิตเลอร์ฆ่ายิว

ถกปฏิรูปสื่อชี้ฟังข้างเดียวร้ายดุจยุคฮิตเลอร์ฆ่ายิว

10 ก.ค. 2553

วงเสวนาปฏิรูปสื่อแนะ นิยามคำว่า “สื่อ” ไม่ใช่แค่มีทีวีช่องเดียวก็นับเป็นสื่อแล้ว ผอ.ทีวีไทย เสนอสื่อควบคุมกันเอง ผสมควบคุมร่วม ด้านหมอกรมสุขภาพจิตระบุฟังความข้างเดียวร้ายเหมือนยุคฮิตเลอร์ฆ่ายิว

(10ก.ค.) ที่แกลลอรี่ 02 ถนนสาทร ผู้สื่อข่าวรายงานว่มในงานปฏิรูปสื่อ ประชาชน สู่ปฏิรูปประชาธิปไตย ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพ (สสส.)และคณะกรรมกากิจการกระจายเสียงและโทรคมาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “กำกับสื่อ หรือจะสู้กำกับคติ) โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายฐากร ตัณฐสิททธิ์ รองเลขาธธิการ รักษาการเลขาธิการ คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นายวิชา อุ่นอก กองเลขาสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ทีวีไทย) น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

 นายเทพชัย กล่าวว่า ยอมรับว่าสื่อที่เสนอนั้นมีความแตกต่างเพราะความจริงในสังคมมีหลายมุม สื่อก็ต้องมีความพยายามที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง แต่ก็ต้องขึ้นกับคนรับสาส์นว่าจะเข้าใจสิ่งที่นำเสนอแค่ไหน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการนำเสนอของสื่อทำให้คนมีอารมณ์มากขึ้น

 นายเทพชัย กล่าวว่า ตนรู้สึกประหลาดใจเหมือนกันที่รัฐบาลเอาเรื่องการปฏิรูสื่อมาเป็นหนึ่งในเรื่องปฏิรูปสังคม ซึ่งเรื่องการปฏิรูปสื่อนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่สมาคมต่างๆก็มีท่าทีที่ตอบรับ เพราะที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างก็มาพยายามควบคุมและกำกับมากกว่าส่งเสริม โดยทุกรัฐบาลที่เข้ามาก็พยายามทำเช่นนี้ไม่ต่างกัน แทนที่จะมีท่าทีที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีเหมือนตอนที่เป็นฝ่ายค้าน ดังนั้นบทบาทในเรื่องนี้ของรัฐบาลน่าจะมีน้อยที่สุด และยังสงสัยว่าท้ายที่สุดเรื่องนี้จะนำไปสู่อะไร

 “การปฏิรูปสื่อต้องทำเอง แต่สื่อก็ไม่เคยคิดว่าต้องทำเอง และตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ประหลาดมากที่คนค่อนประเทศรู้สึกว่าสื่อกระแสหลักเชื่อถือไม่ได้ และหันไปเชื่อสื่อใหม่ที่พูดสิ่งที่เขาอยากฟัง ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องนิยามคือคำว่าสื่อคืออะไร ไม่ใช่แค่มีทีวีช่องหนึ่งก็ถือเป็นสื่อ อย่างพีทีวีมองว่าเป็นสื่อที่เชื่อถือได้ แต่เขาเป็นสื่อในความหมายจริงๆหรือไม่ เพราะไม่ได้ตอบสนองเพื่อผลประโยชน์อันดีของสังคม แต่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เช่นเดียวกับวิทยุชุมชนหลายแห่งที่มีการปลุกระดม เหมือนกับในรวันด้าที่ใช้สื่อวิทยุปลุกให้คนฆ่ากันเป็นล้าน ซึ่งเราใกล้ตรงนั้นมาก” นายเทพชัยกล่าว

 นายเทพชัย กล่าวต่อไปว่า สื่อต้องมีการควบคุมทั้งเป็นการควบคุมกันเอง และการควบคุมร่วมกันกับองค์การอื่น เพราะสื่อนั้นมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องมาพร้อมกับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ด้วย ถ้ารู้สึกว่าสื่อยังควบคุมกันเองไม่พอต้องให้คนอื่นมาร่วมควบคุมด้วย

 ขณะที่ น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า สื่อต้องเป็นกลาง แต่ก็ต้องดูสื่อนั้นอยู่ในสังคมแบบไหน ถ้าสื่ออยู่ในสังคมทุนนิยมก็จะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐแต่ก็ต้องรับใช้ทุน แต่หากอยู่ในสังคมเผด็จการก็ต้องตอบสนองต่อรัฐ เพราะสื่อเองก็เป็นตัวละครการเมืองหนึ่ง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับว่าสื่อแต่ละสถานะทำได้เนียนแค่ไหน

 น.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า วิทยุและโทรทัศน์ถือเป็นสื่อที่มีความละเอียดอ่อนกว่าหนังสือพิมพ์ เพราะคลื่นความถี่ยังเป็นของรัฐ แต่สื่อที่ดีก็ต้องไม่มุ่งเน้นที่จะธำรงอำนาจของรัฐหรือไม่เน้นที่จะเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ปรากฏการณ์ทั้งเหลืองและแดงเป็นที่สิ่งที่ให้เห็นชัดว่าทั้งสองนั้นเน้นที่การเปลี่ยนแปลง

 ขณะที่ น.พ.ยงยุทธ กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตเคยทำสำรวจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และเห็นว่าเรื่องทางการเมืองมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเครียด และหลังเหตุการณ์ 10 เม.ย. พบว่ากระแสความขัดแย้งสูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 37.5% และมาถึงตอนนี้เหลือ 18.0% และในวันนี้คนกว่า 80% กลับมามีสติ เพราะเมื่อมีความเครียดและรับรู้ผ่านทางสื่อชวนเชื่อมากๆ สมองส่วนเหตุผลก็จะทำงานน้อยลง อย่างสมัยที่ฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คนเยอรมันพอได้สติยังตกใจว่าทำไปได้อย่างไร การฟังความข้างเดียวและการเกลียดชังมีผลอย่างมากต่อประชาชน