
กก.ปฏิรูปอย่าหวั่นไหว13ก.ค.แผนชัด
อานันท์ ย้ำ บอร์ดปฏิรูป อย่าหวั่นไหว บัณฑร เผยบรรยากาศประชุมนัดแรก ราบรื่น รอ 13 ก.ค.ได้แผนชัดเจนขึ้น ส.ว.ประสารจี้เร่งปัญหาปากท้อง-หนี้สิน ก.ม.ม.วิพากษ์ คอป.โจทย์ไม่ชัดไม่กล้าฟันธง อัยการคาดยื่นฟ้องยุบปชป.13ก.ค.
(10ก.ค.) นายบัณฑร อ่อนดำ กรรมการปฏิรูปประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการเก็บตกจากเนชั่น ว่า การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนัดแรกวานนี้(9ก.ค.)ที่บ้านพิษณุโลก นั้นนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ ได้เปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนได้นำเสนอมุมมองแนวทางการปฏิรูปตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เพื่อปรับความคิดความคาดหวังให้ตรงกัน
เนื่องจากกรรมการแต่ละคนมีประสบการณ์ ที่มาต่างกันย่อมมีมุมมองจึงคาดหวังต่อการปฏิรูปที่ไม่เหมือนกัน ตอนแรกเมื่อเห็นรายชื่อกรรมการแต่ละคนล้วนมีจุดยืนที่ชัดเจน กลัวว่าจะไม่ยอมลงให้กันแต่เมื่อถึงเวลาก็สามารถเข้าใจกันได้ ทั้งนี้ ต้องขอปรบมือให้นายอานันท์ที่ทำให้บรรยากาศการประชุมดำเนินไปด้วยดี ส่วนแผนการทำงานที่ชัดเจนน่าออกมาได้ในการประชุมนัดต่อไปในวันที่ 13 ก.ค.
นายบัณฑร กล่าวว่า ส่วนที่มีกลุ่มต่อต้านนั้น นายอานันท์ ได้กล่าวในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องธรรมดาเวลาทำงานเพื่อชาติก็จะมีทั้งก้อนอิฐและดอกไม้มาพร้อมๆกัน ขอให้กรรมการทุกคนทำงานด้วยความอดทน ต้องนิ่งไว้อย่าหวั่นไหว ถ้าหวั่นไหวงานก็เดินหน้าไม่ได้ แต่ยืนยันว่ากรรมการพร้อมจะรับฟังเสียงวิจารณ์โดยก่อนหน้าที่จะประชุม นายอานันท์ได้สั่งให้แจกแถลงการณ์กลุ่มที่ต่อต้านให้กรรมการทุกคนได้อ่านด้วย
“ส.ว.ประสาร”จี้“อานันท์-ประเวศ”เร่งปัญหา“ปากท้อง-หนี้สิน”
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล ว่า ทั้งนายอานันท์ ปันยารชุน และน.พ.ประเวศ วะสี ได้คัดเลือกกรรมการที่มาจากตัวแทนกลุ่มคนแวดวงต่างๆ อย่างกว้างขวาง มีความหลากหลาย คณะกรรมการทั้งสองชุดควรจะมีเข็มที่มุ่งตรงไปสู่การคิดเชิงบวก ไม่ต้องไปฟื้นฝอย หาตะเข็บใดๆ จะทำให้ได้รับความร่วมมืออย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ ขอเสนอแนวคิด 3 ประการ ดังนี้ 1.ปัญหาประเทศไทย เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับความขัดแย้งทางความคิดและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ดังนั้น คณะกรรมการชุดอื่นที่เกิดขึ้นก่อน ทั้ง 3 ชุด คือ ชุด ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ชุด อ.คณิต ณ นคร และชุด พล.ต.อ.วสิษฏ เดชกุญชร ควรเข้ามาบูรณาการกับคณะกรรมการสองชุดนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
2.คณะกรรมการทั้งสองชุด ควรมีบทสรุปที่เป็นข้อยุติในระยะใกล้ที่สามารถปฏิบัติได้ทันที ออกมาเป็นระยะๆ ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ เช่นปัญหาปากท้อง ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดิน โดยรัฐบาลจะต้องรับลูกอย่างฉับพลัน หากมีแต่ผลศึกษาที่ไม่ตอบสนองความเป็นอยู่เฉพาะหน้าของประชาชน หรือรัฐบาลไม่นำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว เวลาที่ทอดยาวออกไปโดยไม่มีรูปธรรมอะไรเกิดขึ้น จะกลายเป็นปัญหาของคณะกรรมการเอง
นายประสาร กล่าวว่า 3.หากบทสรุปของคณะกรรมการไปกระทบปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่นต้องไปแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรือต้องไปแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลายาวนาน มีแรงเสียดทานมาก และยากที่จะทะลุทะลวงได้ จะทำอย่างไร เพราะจะกลายเป็นทางตันที่เดินหน้าต่อทางปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลและคณะกรรมการต้องผ่าทางตันนี้ให้ได้อย่างทันกาล
ก.ม.ม.วิพากษ์ “คอป.”โจทย์ไม่ชัดไม่กล้าฟันธง
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงบทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง(คอป.) ว่า ตนไม่มีปัญหากับตัวบุคคลเพราะทุกคนล้วนเป็นคนดี แต่ปัญหาคือพันธกิจต้องชัดเจนว่าจะทำอะไร เป้าหมายอยู่ตรงไหน การที่บอกว่าตรวจสอบแต่ไม่อาจระบุได้ว่าใครทำผิดนั้นทำให้มองภาพเบลอ แสดงว่าไม่มีเป้าหมายในการทำงาน ถ้าจะศึกษากันเฉยๆ ก็ตั้งคณะกรรมการศึกษา ไปทำวิจัย ไปสัมภาษณ์แล้วเขียนรายงานหนึ่งเล่มแล้วก็จบ หรือมอบให้คณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจัดทำว่าเหตุการณ์เกิดแบบนี้สังคมได้บทเรียนอะไร ไม่ต้องมาตรวจสอบ เพราะเมื่อตรวจสอบแล้วต้องรู้ว่าข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เป็นอย่าง ต้องฟันธงให้ได้ว่าใครผิดใครถูก มันต้องมีผลออกมาเมื่อผลออกมาแล้วส่งให้ รัฐบาลเอาไปดำเนินการต่อ
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะพยายามอ้างว่าคอป.ปลอดการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วนายกฯเป็นคนแต่งตั้งประธาน นายกฯเป็นนักการเมืองมันจะปลอดการเมืองได้อย่างไร แต่ถึงไม่ปลอดการเมืองก็ทำให้มีหลักการได้คือนายกฯต้องวางโจทย์ให้ชัดเจน ปล่อยให้ทำอย่างอิสระ และต้องยอมรับผลที่จะออกมา โดยพร้อมจะปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นอย่างไร และอายุของกรรมการก็ต้องจบในรัฐบาลนี้ ตนยกตัวอย่างเหมือนนายคณิต ณ นคร เป็นช่าง นายกฯสั่งให้ทำของชิ้นหนึ่งส่งให้รัฐบาลก็ต้องทำให้เสร็จภายในรัฐบาล แต่ถ้าผลิตส่งรัฐบาลนี้ไม่ทัน เปลี่ยนนายกฯใหม่ที่ไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาบอกว่าไม่ได้สั่งให้ทำจะทำอย่างไร เพราะนายกฯคนใหม่ก็มีสิทธิจะทบทวน
อัยการคาดยื่นฟ้องยุบปชป.13ก.ค.
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด กล่าวถึงการร่วมประชุมกับคณะทำงานนายทะเบียนพรรคการเมือง พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ รวม 8 ข้อในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกกล่าวหารับเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัททีพีไอโพลีนจำกัด (มหาชน) ที่อาจเป็นการทำนิติกรรมอำพราง เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ม.95 ว่า ทั้งสองฝ่ายมีความมั่นใจว่าได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 8 ข้อแล้ว ซึ่งทุกประเด็นทั้ง 8 ประเด็นนั้น จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นพฤติการณ์ทำผิดของพรรคประชาธิปัตย์ตามที่ถูกกล่าวหาได้ชัดเจน
นายวัยวุฒิ กล่าวว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้อัยการพิจารณาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่าก่อนหน้านี้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิด จึงไม่มีอำนาจนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก นั้น ซึ่งเป็นข้อไม่สมบูรณ์ข้อที่ 6 ที่อัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตเป็นข้อไม่สมบูรณ์ไว้ ซึ่งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการแล้ว ว่าการที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่ต้องเสนอเข้าที่ประชุม กกต.ก่อน ที่จะใช้อำนาจในส่วนของนายทะเบียนพรรคการเมือง
นายวัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าคดีนี้ขาดอายุความเพราะเกิดตั้งแต่ปี 2547-2548 นั้น เห็นว่า ไม่ขาดอายุความเพราะการทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีอายุความนานถึง 10 ปีขึ้นไป และที่อ้างว่านายประจวบ สังข์ขาว พยานให้การกลับไปกลับมาหลายครั้งจนไม่รู้ว่าจะเชื่อได้หรือไม่นั้น ทางคณะทำงานร่วมฯ ได้รวบรวมคำให้การของนายประจวบ ไว้ทุกครั้ง และจะใช้เป็นหลักฐานให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอง
นายวัยวุฒิ กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้ไปนายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องแจ้งความเห็นว่าจะมอบให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมส่งเอกสารพยานหลักฐานทั้งหมดให้อัยการสูงสุดร่างคำร้องก่อนวันที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 30 วันตามกฎหมาย ดังนั้นจึงอยากฝากให้ทางนายทะเบียนพรรคการเมืองช่วยแจ้งความเห็นและส่งเอกสารพยานหลักฐานมาให้อัยการสูงสุดในวันที่ 12 กรกฎาคม นี้ เพื่อที่อัยการจะได้ดำเนินการได้ เพราะถ้าหากเกินวันที่ 13 กรกฎาคมไปแล้ว อัยการสูงสุดไม่สามารถยื่นคำร้องให้ได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นเอง
“วันที่ 12 กรกฎาคม นี้ อัยการสูงสุด จะแสตนด์บาย์รอความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อได้รับแล้วจะได้เซ็นต์ลงนามคำสั่งหรือเอกสารต่างๆได้ทันที อย่างไรก็ตามตอนนี้ตนและคณะในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากอัยการสูงสุดเริ่มต้นร่างบรรยายคำฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เสร็จไปแล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มีความหนาเกือบ 100 หน้า ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วจะมีความหนาเกิน 100 หน้า ซึ่งถ้าหากได้รับความเห็นจากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วคาดว่าจะสามารถร่างคำฟ้องส่งศาลรัฐธรรมวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ในวันที่ 13 กรกฎาคม ก่อนครบกำหนดตามกฎหมาย” รอง อสส.กล่าว



