ข่าว

คุกมั่นใจโรคภูมิแพ้ของ"อ้อ"ไม่รุนแรง

คุกมั่นใจโรคภูมิแพ้ของ"อ้อ"ไม่รุนแรง

10 ก.ค. 2553

"อธิบดีกรมราชทัณฑ์" มั่นใจโรคภูมิแพ้ของ "อ้อ" ไม่รุนแรง แดนพยาบาลและโรงพยาบาลราชทัณฑ์ดูแลได้ "มาร์ค" ป้อง "เทพไท" พัลวันหลังสื่อจี้ถามสำนึก อ้างคนในปชป.ยังไม่มีใครบ่น "หมอนิรันดร์"เข้าเยี่ยม45นปช.ที่เรือนจำอุบลฯ

 เมื่อวันที่ 10 ก.ค.นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีระเบิดพรรคภูมิใจไทยว่า ขณะนี้นายกอบชัย หรืออ้าย บุญปลอด ได้ถูกส่งตัวมายังแดนแรกรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรอการจำแนกไปยังแดนคุมขัง ซึ่งแยกต่างหากจากกลุ่มแกนนำนปช.

 ส่วนนางวริศรียา หรืออ้อ บุญสม ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานเรื่องอาการป่วยภูมิแพ้ แต่ขอให้มั่นใจได้ว่าในเรือนจำมีแดนพยาบาล หากป่วยหนักยังมีทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และมีแพทย์เฉพาะทางพร้อมให้การดูแล อย่างไรก็ตาม อาการภูมิแพ้ถือเป็นอาการป่วยทั่วไป มีการแพ้ในหลายระดับ ดังนั้น หากผู้ต้องขังเจ็บป่วยก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รับทราบอาการ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าได้ให้การดูแลผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นคดีทั่วไปหรือคดีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

"มาร์ค"ป้อง"เทพไท"พัลวันหลังสื่อจี้ถามสำนึก

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กรณีออกมาเปิดเผยมีกองกำลังซุ่มฝึกอาวุธ 3 จุด แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กำลังไม่พบข้อมูลดังกล่าวและบางพื้นที่เป็นเพียงการฝึกตำรวจบ้านเท่านั้นว่า เห็นเจ้าตัวบอกว่าได้ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่ทราบ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการตรวจสอบเป็นแค่การฝึกตำรวจบ้านเท่านั้น นายเทพไทต้องพิจารณาลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูที่เจ้าตัวว่าเขาเอาข้อมูลมาจากที่ไหนอย่างไร ควรจะต้องระมัดระวัง ซึ่งตนเคยเตือนไปแล้วว่าการจะให้ข้อมูลอะไร ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เมื่อย้ำถามว่าแต่การออกมาให้ข้อมูลในขณะที่มีตำแหน่งโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยจะกระทบต่อนายกฯหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดี๋ยวคงจะสอบถามกันอีกที วันนั้นที่เจอเขาบอกได้ส่งข้อมูลไปให้กับหน่วยงานแล้ว

 เมื่อย้ำถามว่าทำให้การทำงานขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้เตือนไปแล้วถ้าพูดอะไรไปก็ต้องสามารถยืนยัน มีข้อมูลออกมา เมื่อถามว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการให้ข้อมูลพลาด นายอภิสิทธิ์กล่าวย้ำว่า “ผมเตือนไปแล้ว” เมื่อถามว่าต้องให้เลิกทำหน้าที่โฆษกประจำตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวย้ำเช่นเดิมว่า “ผมเตือนไปแล้ว เตือนไปสองสามครั้งแล้ว เจ้าตัวคงรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

 “ทั้งนี้ต้องขอความเป็นธรรมกับเขาก่อน เพราะเขายืนยันกับผมว่าเขามีข้อมูลอยู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่านายเทพไทต้องพิจารณาตัวเองหรือไม่ ดีกว่าที่นายกฯจะปลด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รู้สึกตอนนี้นายเทพไท ไม่อยู่ รอให้กลับมาก่อน แต่เขาเป็น ส.ส.และหลายครั้งเขาพูดจาปรึกษาหารือคนในพรรค ส่วนใหญ่เป็นประเด็นทางการเมือง เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อถามว่ายอมรับหรือไม่การแสดงความเห็นนี้เชื่อถือไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า เคยบอกไปว่าต้องระมัดระวังเพราะบางครั้งในการตอบโต้พอมีปัญหาว่าข้อมูลตรง หรือไม่ตรงก็จะถูกตำหนิและกระทบต่อความเชื่อถือ ก็เคยเตือนไปอย่างที่บอก และการออกมาให้ข้อมูลแต่ละครั้งเขาก็ไม่เคยบอก เพราะบางครั้งเขาถือว่าเขาเป็น ส.ส.มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเขาก็พูด

 “จริงๆแล้วเวลาที่เขาบอกว่าเขาเป็นโฆษกส่วนตัวของผมจะเป็นกรณีที่มีคนมาพาดพิงถึงตัวผมในฐานะหัวหน้าพรรค เขาก็จะทำหน้าที่ในการชี้แจงไป แต่บางเรื่องเป็นเรื่องที่เขาแสดงความเห็นของเขา หรือมีข้อมูลที่เขาเสนอต่อ สาธารณะในฐานะ ส.ส.ซึ่งแล้วแต่เรื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่าแสดงว่านายกฯกำลังจะบอกว่านายเทพไท ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในฐานะ ส.ส. นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า บางเรื่องเวลามีการชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคนายเทพไทจะทำหน้าที่ในฐานะโฆษก แต่บางครั้งสิ่งที่เขาพูดเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในฐานะ ส.ส.ของพรรค อย่างไรก็ตามได้เตือนไปแล้วและจะคุยอีกที

 เมื่อถามว่าผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์กังวลหรือไม่เพราะกระทบกระเทือนภาพลักษณ์นายกฯและรัฐบาลรวมถึงขัดกับการทำงานของฝ่ายความมั่นคง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินคนอื่นในพรรคมีปัญหาอะไร เพราะตอนที่เสนอว่าตนควรจะมีโฆษกที่คอยชี้แจงเรื่องในส่วนของหัวหน้าพรรค ก็สมาชิกพรรคเองเป็นผู้เสนอ

 "หมอนิรันดร์"เข้าเยี่ยม45นปช.ที่เรือนจำอุบลฯ

 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่เรือนจำกลาง จ.อุบลราชธานี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะทำงานได้เดินทางไปเยี่ยมกลุ่ม นปช.อุบลราชธานี ที่ถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหาคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 45 คน ซึ่งทางศาลได้มีคำสั่งฝากขังที่เรือนจำกลาง จ.อุบลราชธานี การเดินทางไปครั้งนี้ทางเรือนจำได้จัดสถานที่ให้คุยกันในห้องเยี่ยมเช่นเดียวกับที่ญาติมาเยี่ยมผู้ต้องหาตามปกติ และไม่อนุญาตให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบันทึกภาพผู้ต้องหา แต่อนุญาตให้มีการบันทึกเสียงได้ ขณะที่ทางทีมคณะกรรมการสิทธิห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพระหว่างที่มีการพูดคุยของคณะกรรมการสิทธิและกลุ่มผู้ต้องหา นปช.

 สำหรับการเดินทางไปในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้เดินทางเข้าไปดูความเป็นอยู่ของกลุ่ม นปช.อุบลราชธานี หลังที่มีการจับกุมและส่งให้ศาลพิพากษาดำเนินคดีในความผิด พ.ร.ก.ก่อเหตุความไม่สงบในการเผาศาลากลาง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และการก่อเหตุเผายางรถยนต์ตามสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง โดยการเข้าไปพบกลุ่ม นปช.ครั้งนี้เพื่อสอบถามความเป็นอยู่และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละราย เนื่องจากมีแกนนำบางคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องเข้ารับการรักษาตัว ซึ่งต้องพึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ เข้าไปช่วยเหลือ