
มหาดไทยตอกหน้ามาร์คยันนำผู้ว่าฯดูงานของจริง
ผู้ว่าฯดูงานตร.โสมขาวปราบม็อบ เกาหลีใต้เย้ยไทยสาธิตใช้ม็อบเสื้อแดงปะทะตำรวจ ผู้ว่าฯอยุธยาเล็งล็อกแผนประยุกษ์ใช้คุมผู้ชุมนุม
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ รร.โคเอท อินเคอร์คอนติเนลตัล กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ว่าราชการจังหวัด 25 จังหวัดได้ร่วมกันประชุมเพื่อถอดบทเรียนทั้งหมดจากการศึกษาดูงานที่ กรุงโตเกียว กับ จ.โอยตะประเทศญี่ปุ่น และกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยที่ประชุมได้กำหนดให้ผู้ว่าฯ แต่ละคนจัดทำรายงานส่วนบุคคล เพื่อแสดงถึงวัสัยทัศน์สำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาจังหวัดของตน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้มีการทำพ็อคเก็ตบุ๊ค โดยแบ่งเป็น 16 หัวเรื่อง อาทิ มหาดไทยมุ่งมั่นบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ไทยก้าวไกลสู่เวทีโลก เขตเศรษฐกิจพิเศษไทย ญี่ปุ่น เกาหลี ผู้ว่าฯ โออิตะคิดระดับโลก ยกระดับท้องถิ่นสู่สากล Oita “Think Globally Act Locally” โดยมีคณะกรรมการรุ่น ประกอบด้วย นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าฯ ปทุมธานี เป็นประธาน นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าฯ ลำพูน รองประธาน นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา เลขานุการ นายสุรพล สายพันธ์ รองผู้ว่าฯ อุบล ผู้ช่วยเลขาฯ
นายปรีชา กล่าวว่า อยากให้แต่ละกลุ่มถอดบทเรียน โดยนำประเด็นการศึกษาดูงาน โดยมีประเด็นหลักๆ อาทิ 3 ประเด็น คือ 1.ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน 2.อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม 3.เศรษฐกิจฐานราก
ด้าน นายชำนิ บูชาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปิดประชุมว่า ปกติผู้ว่าฯ มีโอกาสไปต่างประเทศ แต่บางจังหวัดดไม่มีโอกาส ดังนั้น การให้ไปต่างประเทศ และมีโอกาสได้พบกันเป็นการหล่อหลอมความคิด เพื่อนำกลับไปพัฒนาจังหวัดของตนเอง นอกจากนี้ ยังให้ผู้ว่าฯ ลับสมอง เกิดการตื่นตัว พัฒนาในสิ่งใหม่ๆ อีกทั้ง ตามปกติปกครองอยู่แต่ประชาชนในจังหวัด แต่พอมาศึกษาดูงานก็เกิดความคิดออกมาทันที และสิ่งที่คิดออกมาจากการได้รู้ได้เห็น คิดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาจังหวัด และสร้างมูลค่าให้กับประเทศ และขอให้ผู้ว่าฯ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ให้สำเร็จ เพราะคงทราบแล้วว่าการเดินทางของคณะผู้ว่าฯ ชุดแรก ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ บอกว่าไปเที่ยวความจริงไม่ใช่ เราต้องพยายามสร้างผลงานให้รัฐบาลได้เห็นว่าเรามาเพื่อเสริมความรู้และเปิดหูเปิดตาเพื่อนำไปพัฒนาในจังหวัดและประเทศชาติของเรา และยืนยันว่าสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่ห้ามไม่ให้ผู้ว่าเดินทางไปเที่ยว ดังนั้น ทุกคนต้องสร้างผลงานให้เห็นว่าการเดินทางดูงานครั้งนี้เป็นการนำความรู้มาพัฒนาจังหวัดอย่างแท้จริง
นายชำนิ กล่าวต่อไปว่า แนวคิดทั้งหมดแม้เป็นเพียงตัวหนังสือ แต่ก็ต้องแสดงให้ออกมาเป็นรูปธรรมเช่นกัน โดยอาจจะให้ข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด สร้างกฎระเบียบขึ้นมาบังคับใช้ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้รับฟังนั้น ไม่ได้ดูแค่งานอุตสาหกรรม แต่ยังได้ดูความหลากหลายในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี โดยเฉพาะประเทศหลังที่ในอดีตเรายังเคยส่งทหารไปร่วมรบ และประเทศยังยากจน แต่เขากลับพัฒนาขึ้นมา ซึ่งตนคิดว่า การดูงนของกลุ่มผู้ว่าฯ ชุดนี้ได้เปรียบ เพราะการศึกษาดูงานมีความหลากหลาย สามารถนำสิ่งที่พบเห็นไปสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
“เรื่องการที่ดูงานโครงการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญใสนการพัฒนาประเทศระยะยาว เช่นโครงการโรงอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งประเทศเรายังมีปัญหาอยู่ และบางแห่งยกเลิกไป ยังตืดเอ็นจีโอ ซึ่งมีความเข้มแข็งมาก แต่เราก็ต้องนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปแสดงให้เห็นเพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป นอกจากนี้ การลดจำนวนมลพิษที่ออกมาจากโรงงานเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนก็ต้องไปดูตรงจุดนี้ ประกอบกับ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประเทศเกาหลี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องไปนั่งคิด เช่น เรื่องการถมทะเล ก็ต้องไปดูว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ส่วนโอว็อป ทางกระทรวงจะเชิญประธานโอว็อปของประเทศญี่ปุ่นไปเยี่ยมชมงานโอท็อปในประเทศไทย และขอชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พัฒนาโอท็อปให้เข้มแข็ง เพียงแต่เราขาดการประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างประเทศโดยตรง ขณะเดียวกัน มหาดไทยแชลเนล ได้เริ่มเผยแพร่อย่างเป็นทางการแล้ว จึงอยากให้ผู้ว่าฯ นำสิ่งที่ศึกษาดูงานมาถ่ายทอดผ่านมหาดไทยแชลเนลว่าการดูงานเป็นอย่างไร” นายชำนิ กล่าว
โสมเย้ยไทยสาธิตม็อบแดงปะทะตร.โชว์ผู้ว่าฯ
ก่อนหน้านี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 25 คนได้เข้าเยี่ยมชมการสาธิตซักซ้อมการปราบจลาจล โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้การต้อนรับและตอบข้อซักถาม โดยนาย มานิต กล่าวในที่ประชุมว่า การที่นำคณะผู้ว่าฯมาดูงานที่นี้นั้น เนื่องจากได้รับฟังมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้มีความสามารถแก้ไขการชุมนุมประท้วงได้ ซึ่งในอดีตเกาหลีใต้มีชุมนุมหลายครั้งและแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลายได้ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการชุมนุมประท้วงอยู่ จึงคิดว่าหากมีโอกาสมาดูการดำเนินการของตำรวจเกาหลีใต้ จะสามารถนำไปปรับใช้ได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แสดงการเข้าสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงที่ลานเอนกประสงค์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลร่วมซักซ้อม กว่า 500 นาย ขณะผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งที่สวมบทเป็นผู้ประท้วงได้สวมชุดสีแดง พร้อมทั้งถือท่อนเหล็กและถือระเบิดเพลิงอยู่ในมือเหมือนกับในสถานการณ์ชุมนุมจริง โดยเมื่อการสาธิตเริ่มขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนกำลังเข้ามา โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำเข้าใส่ผู้ชุมนุม ก่อนจะเดินเป็นแถวหน้ากระดานเข้าหาผู้ชุมนุมพร้อมทั้งใช้สเปรย์พริกป่น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งที่เรียงแถวอยู่ด้านหลังได้วิ่งขึ้นมาล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมแถวหน้าที่ปะทะกับตำรวจ จนทำให้ถูกจับกุม จากนั้น กลุ่มคนที่ได้ขว้างระเบิดเพลิงเข้าใส่ตำรวจ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินหน้าเข้าใส่อีกครั้ง จึงทำให้ผู้ชุมนุมจะล่าถอยไป ทั้งนี้ ในระหว่างการสาธิตการควบคุมการชุมนุมพบว่า ผู้ว่าราชการหลายจังหวัดต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และให้ความสนใจการแสดงอยู่ตลอดเวลา
ต่อมา นายมานิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับชมว่า ประเทศเกาหลีใต้มีหน่วยงานเฉพาะในการดูแลเรื่องการชุมนุม ทำให้มีเอกภาพในการดำเนินการมากกว่าของประเทศไทยที่มีตำรวจหลายส่วนเข้ามาร่วมปราบปราม และมีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน โดยก่อนชุมนุมจะต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และเฉียบขาด เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศเกาหลีก็ประสบปัญหาการชุมนุมเช่นกัน แต่ประเทศเกาหลีได้พัฒนากฎหมายเรื่องการชุมนุมประท้วง แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังมีกฎหมายควบคุมการชุมนุม ที่อยู่ในกระบวนการของสภาฯ
ด้านนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ อยุธยา กล่าวว่า การรับชมการสาธิตวันนี้ มียุทธวิธีบางอย่างที่ไม่เคยเห็นในเมืองไทย เพราะเวลาสลายผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจับคู่เป็นบัดดี้ เพราะเวลาแถวหน้าปะทะกับกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุม ตำรวจที่อยู่ด้านหลังก็จะเข้ามาล้อมแกนนำ หรือ เวลาผู้ชุมนุมขว้างปาสิ่งของมา ตำรวจที่อยู่ข้างหลังก็คอยบอกว่าสิ่งของลอยมาจากที่ใด ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเขาทำงานเป็นทีม และมีแผนตัดตอนแกนนำระหว่างแกนนำ และผู้สนับสนุน ซึ่งเรื่องนี้เป็นกลวิธีเพื่อนำไปปรับใช้ได้ แต่การชุมนุมในไทยกับเกาหลีต่างกัน เพราะผู้ชุมนุมเกาหลีมีจุดมุ่งหมายชัดเจน แต่ของไทยมีการเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้



