ข่าว

อภิสิทธิ์สั่งช่อง11หาเวลาให้ฝ่ายค้านได้จ้อ

อภิสิทธิ์สั่งช่อง11หาเวลาให้ฝ่ายค้านได้จ้อ

09 ก.ค. 2553

นายกฯสั่งช่อง 11 หาเวลาให้ฝ่ายค้านจ้อ ชี้ รัฐถูกเพ่งเล็งความจริงใจในการปฏิรูปสื่อ "ก่อแก้ว" มอบอำนาจทนายนปช.ฟ้องหมิ่น "เทพไท" "นิสิต"ส่งทนายแจงบัญชีธนาคารยันมีที่มารายได้ชัดเจน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังห้องส่งสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ถนนวิภาวดี เพื่อเป็นประธาน “เปิดสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” และเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 22 ปีสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(สทท.) โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะกำกับดูแลสื่อภาครัฐ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เดินทางมาร่วมงานโดยมีผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์และสทท.มารอให้การต้อนรับ

 นายองอาจ กล่าวรายงานว่า การที่รัฐบาลกำหนดให้มีแผนปรองดองโดยระบุให้แผนข้อ 3 เป็นการดูแลสื่อให้ทำงานอิสระสสร้างสรรค์ไม่ให้ใช้ประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งสทท.ก็ตอบสนองนโยบายเรื่องดังกล่าวจึงมีการเปิดเป็นสถานีข่าวเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ โดยความตั้งใจการตอบสนองนโยบายรัฐจะไม่สูญเปล่า เพราะสทท.เป็นสื่อแรกที่นำร่องในการปฏิรูปในการเสนอข่าวสารไปยังประชาชนเพื่อความถูกต้อง เที่ยงธรรมและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อความสงบสุขอย่างแท้จริง ซึ่งตนมีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของภาครัฐก็พร้อมทำงานสนับสนุนทุกวิถีทาง

 จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประสบการณ์ของสทท.ที่ผ่านประสบการณ์มา 22 ปี อาจจะถือว่าเป็น 22 ปีที่ผ่าน กระบวนการเรียนรู้ซึ่งสมควรจะได้เก็บเกี่ยวบทเรียนเพื่อที่จะในเรื่องของการดำเนินการปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปและกระบวนการปรองดองได้ อย่างไรก็ตามตนจำได้ว่าสถานีนี้เริ่มต้นมาสำหรับคนไทยนึกถึงช่อง 11 ฐานะทีวีที่ไม่มีโฆษณา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่บ่งบอกว่าการดำเนินการเรื่องของกิจการทางด้านสื่อสารมวลชนทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จากการเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ แม้ว่าคลื่นความถี่ของวิทยุและโทรทัศน์โดยปกติจะเริ่มต้นจากการเป็นคลื่นของประชาชนที่รัฐครอบครองและจัดสรร แต่การผลิตสื่อและการกระจายเสียงเผยแพร่ภาพเป็นการกระบวนการที่มีต้นทุนค่อนข้างสูงที่ต้องมีการลงทุน ที่สุดเครื่องมือเครื่องไม้เหล่านี้มักถูกนำไปใช้และมีผลตอบแทนในเชิงธุรกิจด้วย

 “สถานีวิทยุ โทรทัศน์ในยุคแรกจึงหลีกเลี่ยงกับการที่จะต้องมีโฆษณาหรือมีการได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ซึ่งในระดับหนึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาต่อการกระบวนการของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือสาระหรือบันเทิงกับประชาชน แต่จุดกำเนิดของช่อง 11 ในประเทศไทยเป็นตัวบ่งบอกว่าเวลาที่สื่อสารมวลชนทำงานแล้วจะต้องตอบสนองปัจจัยในเรื่องของธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ก็จะพบความเป็นจริงว่ามีช่องว่างคือมีการการให้ข้อมูลข่าวสารบางด้าน ซึ่งจะไม่ได้สามารถได้รับพื้นที่เพียงพอในการนำเสนอต่อประชาชน” นายกฯ กล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งช่อง 11 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็มาทำงานด้านสื่อที่นี่ และรายการที่บุกเบิกและสร้างชื่อเสียงมากคือรายการเวทีชาวบ้าน ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือชาวบ้านมีสิทธิ์มีเสียงในการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ปัญหาต่างๆ และได้รับความนิยมตนก็ได้รับการทาบให้มาทำรายการมองต่างมุมซึ่งเป็นครั้งแรกที่นำเสนอรายการที่ค่อนข้างชัดแจ้งในเรื่องของการเมืองและเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่คิดเห็นแตกต่างใช้พื้นที่ของสื่อได้ เพราะยุคนั้นในการใช้สื่อในการนำเสนอเนื้อหาสาระทางการเมืองมีค่อนข้างน้อย แม้แต่การนำเสนอข่าวสารที่เป็นรายการข่าวตามปกติก็ไม่เป็นที่นิยมหรือสนใจมากนัก ถ้ามีรายการเนื้อหาสาระทางด้านการเมืองก็จะเป็นการนำเสนอฝ่ายเดียว แต่รายการมองต่างมุมเป็นการเปิดโอกาสให้นที่คิดแตกต่างกันมานั่งร่วมโต๊ะ เปิดให้มีตัวแทนของประชาชนเข้ามานั่งกลุ่มหนึ่งร่วมรายการและสามารถตั้งคำถามที่เป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนได้

 “รายการนั้นก่อตั้งขึ้นปี 34 ในยุคที่มีการรัฐประหาร แต่กลับเปิดโอกาสให้มีรายการแบบนี้เกิดขึ้น ทำงานก็ประสบกับปัญหาอุปสรรคบ่อยครั้งกับการยอมรับจากฝ่ายรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจแต่ก็สามารถสร้างเวทีและจุดประกายขึ้นมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า จนกระทั่งเกิดเหตุเมื่อปี 2535 ตนออกจากการเป็นอาจารย์และเข้าสู่การเมือง และหลังพ.ค. 2535 ได้เกิดความตื่นตัวอย่างมากว่าสื่อสารมวลชนนั้น จะต้องมีเสรีภาพในการเสนอแง่มุมต่างๆมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมีการสรุปบทเรียนว่าเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาวิกฤติทางการเมืองในขณะนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสาร ฉะนั้นหลังจากปี 2535 ก็มีกระแสที่เริ่มตื่นตัวในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ และเริ่มพบว่าวิทยุ-ทีวีเริ่มทำรายการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้น จนถึงปี 2540 มีการตรารัฐธรรมนูญปี 2540 มีการผลักดันสถานีโทรทัศน์ที่ใช้คำว่าทีวีอิสระนำสู่ไอทีวี

 “ผมว่าช่วงนั้นถ้ามองย้อนกลับไปอาจจะมองได้ว่าเป็นยุคทองของการที่สื่อมีเสรีภาพ แน่นอนในการมีเสรีในครั้งนั้นก็มีเสียงวิพาษ์วิจารณ์ถึงการใช้เสรีภาพ ว่ามีความเหมาะสมเสมอไปหรือไม่ เพราะบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้และอาจจะมีคนเข้ามาใช้พื้นที่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม แต่โดยภาพรวมถือได้ว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในแง่ของการนำเสนอเนื้อหาสาระและมุมมองที่มีความหลากหลายต่อประชาชน” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่หลังจากนั้นถือได้ว่าเกิดปัญหาขึ้น คือต่อมาสถานีโทรทัศน์ในส่วนของรัฐเริ่มมีปัญหาว่าไม่สามารถนำเสนอข่าวสารได้หลากหลาย ภาครัฐจึงจำเป็นในการนำเสนอมุมมองของตัวเองมากขึ้น ด้วยความวิตกกังวลสื่ออื่นๆ หรือสื่อของเอกชนมักจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอข่าวสารในทางลบเป็นพิเศษ

 “อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งนำมาสู่สภาพที่มีการจำกัดพื้นที่อย่างชัดเจนของการเสนอความคิดเห็นต่างๆที่มีความแตกต่างหลากหลายและเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผมยอมรับว่าจนถึงทุกวันนี้ นี่คือสภาพปัญหาที่ผมคิดว่าเราต้องตรงไปตรงมา และในระยะเวลาดังกล่าวเราผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและด้านอื่นๆมีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ที่เข้ามาดูแลและบริหารจัดการทางด้านสื่อมีความยากลำบากมากขึ้นในการที่จะวางตำแหน่งของตัวเองว่าตกลงแล้วจะเป็นสื่อหรือจะเป็นพื้นที่ให้กับใครในรูปแบบใดอย่างไร อันนี้คือโจทย์สำคัญซึ่งจนถึงวันนี้ผมถือว่าเราก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือคลี่คลายได้” นายกฯ กล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้านหนึ่งอาจจะมีทีวีสาธารณะหรือทีวีไทยที่เกิดขึ้นมามีกฎหมายรองรับ และช่อง 11 ต่อมาเปลี่ยนเป็น NBT สทท.หรือแล้วแต่ชื่อย่อที่จะนิยมเรียกกันในแต่ละยุค ก็กำลังที่จะต้องทบทวนบทบาทของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ปัจจุบันก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสารและการเสพสื่อซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอีก เพราะมีทั้งทีวีบอกรับสมาชิก ทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน รวมทั้งสื่ออินเตอร์เน็ต ที่นำเสนอข้อข่าวสารหลากหลายมากขึ้น แต่อาจจะทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลจากมุมมองที่แคบลง ตรงนี้ทำให้ปัญหานี้มาเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคม

 “ผมพูดหลายโอกาสตั้งแต่เป็นฝ่ายค้านจนมาเป็นรัฐบาล ว่าการที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้งานนี้ยากลำบากมากขึ้นหากประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลกันคนละชุด เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราก็อยากดูในสิ่งที่เราอยากดู ฟังในสิ่งที่เราอยากฟัง แต่ถ้าหากเราถูกจำกัดในเรื่องของมุมมอคือเมื่องเริ่มเอนเอียงมีลักษณะของการฝักไฝ่การสนับสนุนทางหนึ่งทางใดแล้ว ปรากฏว่าเราก็เลือกที่จะรับเฉพาะข้อมูลด้านนั้น ก็จะเป็นการตอกย้ำช่องว่างซึ่งมันจะถ่างมากขึ้นในสังคม วันนี้ต้องยอมรับว่าผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนสามารถทำนายได้เลยว่าถ้าคนเรารู้ว่าบุคคลนี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้แนวโน้มเขาจะดูทีวีช่องไหน เขาจะเว็บไซต์อะไร แล้วก็จะเป็นคนละชุดโดยสิ้นเชิงกับบุคคลอีกบุคคลหนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากนสพ.อีกฉบับ เว็บไซต์อีกหนึ่งเว็บและทีวีอีกหนึ่งช่อง ที่น่ากังวลก็คือในเรื่องเดียวกันข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากสื่อสองชุดนี้อาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นชิง และทำให้บุคคลสองคนจะมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยอมรับความแตกต่างความหลากหลายซึ่งกันและกันยากขึ้น” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นี่คือจุดที่เป็นที่มาที่ถือว่าการเดินหน้าสู่การสร้างสังคมที่มีความปรองดองจำเป็นที่จะต้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ในเรื่องของสื่อสารมวลชน การปฏิรูปสื่อจึงเป็นแผนสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรองดองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาในเรื่องการดำเนินการเรื่องนี้คือตนตระหนักว่าหากว่ารัฐบาลจะเป็นผู้เข้าไปดำเนินการจะมีความสุ่มเสี่ยงเพราะถ้าหากว่าอำนาจรัฐเข้าชี้นำแทรกแซงสุดท้ายก็อาจจะถูกบิดเบือนได้ ไม่ในปัจจุบันก็อนาคต ทำให้เราไม่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมของสื่อสารมวลชนที่หลากหลายมีสิทธิเสรีภาพและสร้างสรรครับผิดชอบได้ด้วย ดังนั้นการทำงานเรื่องนี้จึงยากเป็นพิเศษและจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

 นายกฯ กล่าวอีกว่า นโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ต้นได้พูดถึงเรื่องที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นต่างๆ แต่ต้องเร่งรัดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกติกาใหม่ กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสื่อก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะต้องมีกฎหมายใหม่องค์กรใหม่เข้ามาดำเนินการจัดสรร ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าเราจะตามทันพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีการเติบโตของสื่อในรูปแบบใหม่ๆหรือไม่อย่างไรด้วย ตนจึงเน้นว่าวันนี้รัฐบาลก็ได้กระตุ้นให้องค์กรทางด้านสื่อฯตระหนักถึงบทบาทของภาคสื่อสารมวลชนในการสร้างสังคมที่เราปรารถนา

 นายกฯ กล่าวว่า สำหรับช่อง 11 จะต้องถูกจับตาดูเป็นพิเศษเพราะสื่อฯและองค์กรวิชาชีพจะมีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ว่าความจริงใจในการปฏิรูปจากรัฐบาลมีมากน้อยแค่ไหนก็คงจะต้องดูจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ฉะนั้นนายองอาจที่ทำงานก็แลกเปลี่ยนกับตนในเรื่องนี้ ซึ่งมีเรื่องหลักที่จะต้องมีการดำเนินการเฉพาะในส่วนของช่อง 11 เช่น มีข้อเสนอที่มีการศึกษาประชุมสัมมนาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับตัวโครงสร้างและรูปแบบขององค์กรแห่งนี้ มีการนำเสนอมาตั้งแต่ยุคที่จะบอกว่าต้องเป็นหน่วยที่ให้บริการพิเศษมาจนถึงการเป็นองค์การมหาชนหรือไม่อย่างไร ซึ่งหลักสำคัญคือจะต้องทำคือ 1.ให้องค์กรนี้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะแม้ว่าอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากทีวีเอกชนหรือทางธุรกิจแต่ก็จำเป้นต้องมีความคล่องตัว มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถแข่งขันหรือดึงดูดให้มีผู้ชมได้ 2.จะต้องมีความเป็นอิสระมีความเป็นวิชาชีพ ต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างการที่เรามีความอิสระในการทำงานพร้อมกับการคงวัตถุประสงค์ในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเสนอต่อประชาชนผ่านช่องทางอื่นได้ คือวัตถุประสงค์พิเศษหรือเฉพาะในบางเรื่องก็คงต้องคงไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งต้องเร่งหาข้อยุติต่อ

 “สิ่งที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นการบ้านมอบให้นายองอาจและกำลังเร่งคลี่คลายคือสถานีแห่งนี้ก็ควรจะต้องสามารถเปิดพื้นที่ให้คนที่ความคิดเห็นที่หลากหลายมาใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งคนซึ่งเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล ซึ่งจุดยืนของผมมาตั้งแต่ต้นคือผมมีรายการที่นำเสนอทุกสัปดาห์ ก็ประกาศมาตั้งแต่ต้นตอนเลือกตั้งว่ายินดีถ้าหากผมเป็นนายกฯที่จะให้เวลาอาจจะไม่เอาเท่ากัน อาจจะใกล้เคียงกันหรือสมัยที่ผมเป็นฝ่ายค้านบอกว่าเอาครึ่งหนึ่งสำหรับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯ ผมว่าตรงนี้เรายังยืนยันแต่ว่าโชคไม่ดีที่ขณะนี้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯว่าง แล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับการโปรดเกล้า” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคือการกลับไปให้ความสำคัญกับกลไกของระบบรัฐสภาก่อน แล้วตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯตนถือมาตลอดว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่ง และถ้าหากว่าเราใช่ตำแหน่งนี้สร้างให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญก็จะมีส่วนช่วยไม่น้อยในการที่จะทำให้รัฐสภามีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นในการที่จะสะท้อนความแตกต่างหลากหลายในสังคมเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยในภูมิภาคอื่นแต่เมื่อยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ นายองอาจก็กำลังไปดูช่องทางในการที่จะให้เวลากับทางฝ่ายค้านและทางพรรคการเมืองต่างๆในสภาฯ ซึ่งตนเข้าใจว่ามีความก้าวหน้าไปบ้างแต่จะเร่งรัด

 “มีคนถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นก็ปล่อยให้แต่ละคนทำอะไรตามใจชอบไปก็ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นคือว่าขณะนี้มันมีความละเอียดอ่อนมากว่าเวลามีสื่อซึ่งสะท้อนเพียงมุมเดียว บางกรณีกลายเป็นกรณีทางการเมืองมากกว่าเป็นสื่อสารมวลชน มีปัญหาความยากลำบากมากว่าจะดูแลให้มีเสรีภาพในการแสดงออกโดยที่ไม่กระทำผิดกฎหมายอย่างไร เพราะการแสดงออกที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วยนั่นเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ แต่การแสดงออกที่ไปถึงขั้นยุยงให้มีการใช้ความรุนแรง ให้กระทำผิดกฎหมาย แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยเต็มที่หรือแม่แบบ เขาก็ไม่อนุญาตให้กระทำอย่างนี้ แล้วเราจะหวังเพียงพึ่งแค่บอกว่ามีกฎหมายก็ไปใช้กฎหมายดำเนินการกับตัวบุคคลเป็นรายกรณีหรือปล่อยให้มีการดูแลกันเอง ประสบการณ์ของเราก็บอกชัดเจนว่าในที่สุดไม่สามารถไล่ทันปัญหาได้ ซึ่งรัฐบาลพยายามค้นหาความพอดีตรงนี้ และจะพยายามทำงานโดยปรึกษาหารือกับวิชาชีพสื่อ ซึ่งผมและนายองอาจตั้งใจว่าจะเดินเริ่มเดินสายไปพบปะกับสื่อต่างๆเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับกันได้จากทุกฝ่าย สามารถทำให้บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้นและมีความสงบ เป็นปกติ มีความมั่นคง นี่มีความท้าทายที่สุดของการทำงานในเรื่องของสื่อสารมวลชนและการบริหารจัดการในสถานการณ์ปัจจุบัน”นายกฯ กล่าว

 ในตอนท้าย นายกฯ กล่าวว่า ประเด็นเหล่านี้ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองหรือคนวิชาชีพสื่อ จะต้องช่วยกันคิด หาทางออก หาข้อยุติโดยเร็วเพื่อที่จะทำให้สื่อสารมวลชนนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ ในการให้ความจริงซึ่งจะทำไปสู่โอกาสและความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งประเทศอย่างเสมอภาค ซึ่งตนหวังจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและขอเป็นกำลังใจให้ท่านที่ทำงานที่สถานีนี้มีบทบาทและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการผลักดันให้ภารกิจนี้ลุล่วงประสบความสำเร็จเพื่อประเทศชาติและประชาชนคนไทยต่อไป

"ก่อแก้ว" มอบอำนาจทนายนปช.ฟ้องหมิ่น "เทพไท"

 นายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. เปิดเผยว่า ตนได้หารือกับนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กทม. ให้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากการออกมากล่าวหานายก่อแก้วว่าเป็น ก่อกวน ก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นการพูดจาให้ร้ายในช่วงที่มีการลงสมัครรับเลือกตั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะยื่นฟ้องได้ภายในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ในส่วนของข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้านั้น นายก่อแก้วประสานให้ทีมทนายความและทีมส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เตรียมหลักฐานแสดงถึงความจงรักภักดี ออกชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน

"นิสิต"ส่งทนายแจงบัญชีธนาคารยันมีที่มารายได้ชัดเจน
 
 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ วันที่ 9 ก.ค. เวลา 14.30 น. นายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. ได้รับมอบอำนาจจากนายนิสิต สินธุไพร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงธุรกรรมการเงินต้องสงสัยของนายนิสิต โดยยืนยันว่านายนิสิตมีรายได้เดือนละประมาณ 30,000-40,000 บาท จากการเป็นนายหน้าประสานงานกับส.ส.ในการนำงบประมาณไปก่อสร้างโครงการต่างๆในพื้นที่ และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ โดยบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพียง 1 บัญชี มียอดเงินฝากหลักล้านบาท ที่ผ่านมายอมรับว่ามีความเคลื่อนไหวทางบัญชี มีการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มครั้งละ 20,000 บาทบ้าง และมีการถอนเงินหลายล้านบาท แต่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติของคนที่มีเงินฝากหลักล้านบาท อีกทั้งนายนิสิตมีบุตรสาวอยู่ในวัยเรียนจึงต้องมีการเบิกถอนเงินจากธนาคาร ทั้งนี้หากพนักงานสอบสวนยังติดใจสงสัยในประเด็นใด ตนจะนำไปซักถามจากนายนิสิตเพื่อนำมาชี้แจงให้ครบถ้วน

 นายคารม กล่าวอีกว่า ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ตนได้รับมอบอำนาจให้เข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินแทนแนวร่วมนปช. 4 คน ได้แก่ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสำเริง ประจำเรือ นายธนกฤต ชะเอมน้อย หรือวันชนะ เกิดดี และพ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงให้พนักงานสอบสวนสิ้นข้อสงสัยได้ โดยเฉพาะรายนายชินวัฒน์ซึ่งไม่มีที่มารายได้อื่นนอกจากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกการชุมนุมของคนเสื้อแดง ส่วนนายสำเริงก็ไม่มีรายได้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือนส.จ.