
เรื่องร้ายๆ ที่เกิดกับใครก็ได้
คดีฆ่าเด็กหนุ่มวัย 13 ปี ชิงโทรศัพท์มือถือสะท้อนความเป็นไปในสังคมได้อย่างน้อยก็สองสามเรื่อง
คนเราเดี๋ยวนี้ไม่มีเมตตาจิตกันแล้ว แค่มือถือเครื่องละไม่กี่พันบาทก็ถึงกับฆ่าแกงกัน เอาไปขายก็ได้แค่ไม่กี่ตังค์ ไม่คุ้มกับชีวิตหนึ่งที่สูญเสียไป และอีกชีวิตหนึ่งที่ต้องหมดอนาคตลง
อีกเรื่องคืองานป้องกันปราบปรามตำรวจได้ผลจริงหรือไม่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.คงต้องทบทวนให้หนัก
ตอนนี้หมดเรื่องการเมืองแล้วควรหันมาทุ่มเทให้สารทุกข์สุกดิบของคนเมืองกรุงให้มากหน่อย ยิ่งช่วงข้าวยากหมากแพง ไข่ไก่แพงระยับฟองละ 5 บาท น่าจะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าแนวโน้มอาชญากรรมจะไปทางไหน
ยามใดที่ประเทศชาติประสบปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ คนตกงาน ข้าวสารแพง คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นก็เกิดมากขึ้นตามมาติดๆ เป็นเหมือนดัชนีที่ผันผวนตามกันไปแทบทุกครั้ง
คดีลักษณะนี้น่ากลัว เพราะสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ !?!
ไม่เหมือนกับคดีจ้างวานฆ่า หรือขัดผลประโยชน์ หักหลังทางธุรกิจ เพราะเป็นความผิดเฉพาะตัวของคู่กรณี
มิจฉาชีพไม่เลือกเหยื่อ ไม่เลือกเป้าหมาย ไม่มีการก่อเหตุที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจง หรือจะพูดให้ตรงก็คือไม่มีรูปแบบ
เจอใคร ที่ไหน เมื่อไร ถ้าสบโอกาสลงมือได้ลงมือ ถ้าแย่หน่อยมีอาวุธมีด ปืน ขืนเหยื่อต่อสู้อาจถูกทำร้ายบาดเจ็บเสียชีวิต
ทุกคนมีโอกาสเผชิญหน้ากับอาชญากรรมลักษณะนี้ได้เท่าเทียมกันหมด โดยเฉพาะชาวรากหญ้าและชนชั้นกลาง ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีโอกาสเจอะเจอมิจฉาชีพลักษณะนี้ได้ทุกขณะ
ตำรวจต้องมีมาตรการป้องกันที่ดี ถ้าปล่อยให้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายมันไม่ได้ผล หรือถ้าได้ผลมันก็ไม่ตรงตามเป้า
ตำรวจต้องทำหน้าที่พิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้รอดพ้นจากภัยอาชญากรรมถึงจะถูก
อาชญากรกลุ่มนี้มีเยอะ ถูกจับติดคุกไม่กี่ปีก็ออกมาก่อเหตุอีก การตามล้างตามเช็ดทุกวี่วันคงไม่ทันการณ์
จะถอนรากถอนโคนกันอย่างไรก็คิดดูครับ อ่อ อย่าลืมจัดการกับบรรดาผู้รับซื้อของโจรด้วย แม้จะไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยตรง แต่การสนับสนุนให้คนทำผิดก็คงไม่ต่างอะไรกับเป็นคนทำเสียเอง
ในเขตกรุงเทพฯ นี่ก็เห็นว่ามีอยู่เยอะ โดยเฉพาะร้านรับซื้อของมือสองมีอยู่แทบเกลื่อนเมือง ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



