ข่าว

 เรื่องร้ายๆ ที่เกิดกับใครก็ได้

เรื่องร้ายๆ ที่เกิดกับใครก็ได้

09 ก.ค. 2553

คดีฆ่าเด็กหนุ่มวัย 13 ปี ชิงโทรศัพท์มือถือสะท้อนความเป็นไปในสังคมได้อย่างน้อยก็สองสามเรื่อง

  คนเราเดี๋ยวนี้ไม่มีเมตตาจิตกันแล้ว แค่มือถือเครื่องละไม่กี่พันบาทก็ถึงกับฆ่าแกงกัน เอาไปขายก็ได้แค่ไม่กี่ตังค์ ไม่คุ้มกับชีวิตหนึ่งที่สูญเสียไป และอีกชีวิตหนึ่งที่ต้องหมดอนาคตลง

 อีกเรื่องคืองานป้องกันปราบปรามตำรวจได้ผลจริงหรือไม่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.คงต้องทบทวนให้หนัก

 ตอนนี้หมดเรื่องการเมืองแล้วควรหันมาทุ่มเทให้สารทุกข์สุกดิบของคนเมืองกรุงให้มากหน่อย ยิ่งช่วงข้าวยากหมากแพง ไข่ไก่แพงระยับฟองละ 5 บาท น่าจะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าแนวโน้มอาชญากรรมจะไปทางไหน

 ยามใดที่ประเทศชาติประสบปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ คนตกงาน ข้าวสารแพง คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นก็เกิดมากขึ้นตามมาติดๆ เป็นเหมือนดัชนีที่ผันผวนตามกันไปแทบทุกครั้ง

 คดีลักษณะนี้น่ากลัว เพราะสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ !?!

 ไม่เหมือนกับคดีจ้างวานฆ่า หรือขัดผลประโยชน์ หักหลังทางธุรกิจ เพราะเป็นความผิดเฉพาะตัวของคู่กรณี

 มิจฉาชีพไม่เลือกเหยื่อ ไม่เลือกเป้าหมาย ไม่มีการก่อเหตุที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจง หรือจะพูดให้ตรงก็คือไม่มีรูปแบบ

 เจอใคร ที่ไหน เมื่อไร ถ้าสบโอกาสลงมือได้ลงมือ ถ้าแย่หน่อยมีอาวุธมีด ปืน ขืนเหยื่อต่อสู้อาจถูกทำร้ายบาดเจ็บเสียชีวิต

 ทุกคนมีโอกาสเผชิญหน้ากับอาชญากรรมลักษณะนี้ได้เท่าเทียมกันหมด โดยเฉพาะชาวรากหญ้าและชนชั้นกลาง ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีโอกาสเจอะเจอมิจฉาชีพลักษณะนี้ได้ทุกขณะ

 ตำรวจต้องมีมาตรการป้องกันที่ดี ถ้าปล่อยให้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายมันไม่ได้ผล หรือถ้าได้ผลมันก็ไม่ตรงตามเป้า

 ตำรวจต้องทำหน้าที่พิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้รอดพ้นจากภัยอาชญากรรมถึงจะถูก

 อาชญากรกลุ่มนี้มีเยอะ ถูกจับติดคุกไม่กี่ปีก็ออกมาก่อเหตุอีก การตามล้างตามเช็ดทุกวี่วันคงไม่ทันการณ์

 จะถอนรากถอนโคนกันอย่างไรก็คิดดูครับ อ่อ อย่าลืมจัดการกับบรรดาผู้รับซื้อของโจรด้วย แม้จะไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยตรง แต่การสนับสนุนให้คนทำผิดก็คงไม่ต่างอะไรกับเป็นคนทำเสียเอง

 ในเขตกรุงเทพฯ นี่ก็เห็นว่ามีอยู่เยอะ โดยเฉพาะร้านรับซื้อของมือสองมีอยู่แทบเกลื่อนเมือง ?!!

มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]