
เรือนชานบ้านเมือง-สงครามรอบใหม่ ทั้ง ศึกนอก-ศึกใน หนักแน่ !! (2)
มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดถึง สงครามรอบใหม่ อันเป็นผลจากการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นใน กทม. พื้นที่เขต 6 ระหว่าง นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ตัวแทนพรรคเพื่อไทยและพลพรรคเสื้อแดง
และ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ตัวแทน พรรคประชาธิปัตย์ และพลพรรคเสื้อเหลือง ซึ่งผมถือว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งชัดเจนทางความคิดที่แตกต่างกัน ทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองไทย และหากประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและควบคุมกันไม่ดี โอกาสความขัดแย้งจะขยายตัวเป็นความรุนแรงอย่างครั้งที่แล้วก็มีความเป็นไปได้สูงมากเหลือเกินครับ
ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการตัดสินหลายอย่างในหลายประเด็น และเป็นเครื่องชี้วัดหลายเรื่อง เช่น ความชอบไม่ชอบในตัวบุคคล ของผู้ที่อาสาลงมาแข่งขันกันในสนามเลือกตั้ง รวมไปถึงความชอบไม่ชอบในพรรคการเมือง ที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแตกต่างกันแบบสุดขั้ว ซึ่งผลของการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดผลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
ประเด็นสำคัญที่ผมสนใจคือ ผลการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คนในกทม. พื้นที่เขต 6 ที่มีจำนวนกว่า 365,000 คน ชอบหรือไม่ชอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระชับพื้นที่และการสลายม็อบ (โดยใช้กระสุนจริง) ของรัฐบาล นอกจากนั้น จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าคนกรุงเทพฯ พอใจหรือไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาล อีกทั้งรับได้หรือไม่กับ กระบวนการคอรัปชั่น ที่เกิดขึ้น จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงมีนัยซ่อนเร้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ไม่ได้เลยครับ เพราะจะหมายถึงผลที่ตามมาในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้
นอกจากนั้น หากผมมอง “สงครามรอบใหม่” ในมุมกว้างออกไปในระดับ “มหภาค” จะเห็นได้ทันทีว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังทรงตัว สังคมไทยโดยรวมยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่คุกรุ่นเป็นคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้น การเมืองก็ยังไม่นิ่ง ซึ่งปัจจัยนี้แหละครับจะส่งผลถึงการเจริญเติบโตโดยรวมของประเทศ หากมองออกไปไกลอีกสักนิดก็จะพบในทันทีว่าสถานการณ์ภายนอกประเทศก็ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจครับ
ผมเพิ่งกลับมาจาก มิวนิก และ โรม ทำให้ผมได้รับรู้ถึงบรรยากาศอึมครึมของเศรษฐกิจยุโรปในกลุ่มประเทศ อียู อันเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากการล่มสลายทางการเงินใน กรีซ ส่งผลให้ สเปนและ โปรตุเกส รวมทั้งประเทศอื่นๆ กำลังจะล่มตามเป็นโดมิโน ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่า เงิน “ยูโร” ของอียูจึงมีค่าลดลง ในขณะเดียวกัน เงิน “หยวน” ปรับตัวแข็งค่าขึ้น เป็นผลให้เงิน “บาท” แข็งค่าขึ้น จึงส่งผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่ออุตสาหกรรมการส่งออก รวมไปถึงอุตสาหกรรมทางด้านการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว ที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงและใช้จ่ายน้อยลง เพราะผู้มาเที่ยวเมืองไทยต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น
นอกจากนั้น หากพิจารณาภาพรวมในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะเห็นได้ว่านิคมอุตสาหกรรมในเมืองทวาย ของพม่าโดดเด่นขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ไม่น้อยหน้านิคมอุตสาหกรรมของเวียดนาม อันเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายมิติของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ยังแก้กันไม่ตก
ดังนั้น ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” ที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน “ศึกนอก” ก็ยากจะคาดเดาและควบคุม แต่สามารถเตรียมรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ “ศึกใน” เราสามารถบริหารจัดการกันได้ หากเอา “ประโยชน์สุข” ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ในความเห็นของผมจึงควรพยายามหาข้อยุติของ “ศึกใน” อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นให้ไวที่สุด เพื่อที่สังคมไทยจะได้เตรียมกำลังสติปัญญากำลังพล รับมือกับ “ศึกนอก” ที่กำลังจะเข้ามาในระยะเวลาอันใกล้นี้ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



