
คณิตหนุนม็อบเป็นสิทธิและเสรีภาพต้องคุมครอง
จัดเสวนา พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ คณิต ระบุการชุมนุมเป็นสิทธิและเสรีภาพต้องได้รับการคุมครอง แต่ต้องไม่ละเมิดคนอื่น สุริยะใส บอกอย่านำพฤติกรรม แดง เหลือง มาออกแบบกฎหมาย ด้านตำรวจชี้แก้ปัญหาแค่ปลายเหตุ
(8ก.ค.) ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ครั้งที่1/2553 โดยมีผู้เข้าร่วมได้แก่ นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย นพ.แท้จริง ศิริพานิช กสม. นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม. นายสุริยะใส กตะศิลา รักษาการเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.เฉลิมชัย วงษ์เจียม พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง น.ส.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข รองประธานสภาวิชาชีพ สมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย
นายคณิต กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ถูกเสนอโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากได้ผ่านการตรวจของคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมตรี ทั้งนี้เสรีภาพในการชุมนุมนอกจากเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยยังถือเป็นกลไกสำคัญที่อำนวยให้ประชาชนเข้าถึงเสรีภาพต่างๆ ที่รับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามในประเทศประชาธิปไตยจึงควรคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนไม่ให้ถูกรบกวนหรือถูกจำกัดลง และต้องไม่ให้การใช้เสรีภาพของประชาชนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคลลอื่นด้วย ดังนั้นจึงได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ขึ้นในพื้นที่เขตกทม. และจะมีเวทีสัญจร 4 เวที ไปตามจังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงใหม่ อุบลราชธานี ระยอง และสงขลา เพื่อนำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้จากเวทีมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำความเห็น และข้อเสนอต่อรัฐสภาต่อไป
ด้านนายสุริยะใส กล่าวว่า เป็นห่วงว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องมือตัวใหม่ของรัฐอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมที่ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่แท้จริง หากเป็นการชุมนุมที่หวังผลกดดันทางการเมืองก็จะต้องไม่มีการแจ้งล่วงหน้ากับหน่วยงานรัฐ เพราะผิดธรรมชาติ และจะไม่สามารถกดดันรัฐบาลได้ เปรียบเสมือนเป็นการชุมนุมที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเหมือนว่ากลายเป็นการจัดฉาก อีกทั้งคิดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีประโยชน์ ไปเนื่องจากในขณะนี้มีพ.ร.บ.กฎหมายอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งตนอยากให้รัฐคำนึงถึงประเด็นที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งอย่านำพฤติกรรมเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไปเป็นโมเดลที่ทำให้เกิดร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้
ขณะที่ พ.ต.ท.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูแลการชุมนุม คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะประชาชนที่ออกมาร้องเรียนมาด้วยจุดประสงค์ที่มองว่ารัฐไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยใช้มาตรฐานการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง มาเป็นมาตรฐานในการร่าง หากรัฐบาลทุกรัฐบาลยอมเจรจาและรับฟังปัญหาของประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายดังกล่าว



