ข่าว

ชู“ธุรกิจเพื่อสังคม”ร่วม“ปฏิรูปประเทศไทย”

ชู“ธุรกิจเพื่อสังคม”ร่วม“ปฏิรูปประเทศไทย”

08 ก.ค. 2553

วิกฤติการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของสังคมและเศรษฐกิจ จุดกระแสแนวคิดเรื่องการ “ปฏิรูปประเทศ” ที่คงไม่เฉพาะภาคการเมืองเท่านั้นที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ภาคประชาชน สังคม และภาคธุรกิจ

กลับมีความสำคัญยิ่งกว่าเวทีความร่วมมือ “ธุรกิจเพื่อสังคม : พลังขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จึงเป็นอีกเวทีหนึ่งที่จะส่งผ่านแนวความคิดการปฏิรูปเพื่ออนาคตของประเทศ

 จี้เอกชนมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศ

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาในเวทีสัมมนา ระบุว่าการฟื้นฟูและการปฏิรูปประเทศไทยนั้น จะต้องอาศัยความมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ สังคม และประชาชน ที่จะร่วมขับเคลื่อนไปข้างหน้า โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ให้อิสระในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูและการปฏิรูปประเทศ โดยจะใช้กลไกของภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน

 ที่ผ่านมาเคยได้มอบโจทย์ให้ภาคเอกชนขบคิด ถือเป็นโจทย์ใหม่ในแง่การฟื้นฟู การปฏิรูปและการปรองดอง ว่าจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้กันอย่างไร เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองขึ้น สิ่งที่ประชาชนมีความวิตกกันมากคือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงมีเสียงเรียกร้องว่าต้องการให้การเมืองมีเสถียรภาพแต่ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมกันสร้าง

 “ที่สำคัญภาพรวมของธุรกิจจะต้องมีการทบทวน ว่าจะพัฒนาไปในแนวทางใด การที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ค่าแรงงานนั้นต่ำเกินไป แน่นอนว่าอาจจะยังมีประเด็นปัญหาบ้าง เช่น แรงงานต่างด้าว แต่เรายังไม่เคยนำเรื่องนี้มาถกเถียงกันอย่างจริงจังเลย หรืออาจจะยังติดกับดักที่ว่า ค่าแรงเป็นเรื่องของต้นทุน แต่แน่นอนว่าหากค่าแรงงานต่ำ คุณภาพที่ได้ก็จะต่ำไปด้วย ดังนั้น คิดว่าเราควรจะต้องนำมาคิดและถกเถียงกันบ้าง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูประเทศต้องมองในหลายมิติของประเทศ คือ ภาคสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองจะต้องร่วมมือกัน โดยภาคธุรกิจนั้นจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ ดีงาม และสันติสุขในอนาคต โดยจะต้องปฏิรูปวิธีคิดและวิธีทำ เริ่มจากปฏิรูปวิธีคิด จากเดิมที่มองมุมแคบ คิดใกล้ ใฝ่ต่ำเตี้ย ให้เป็นมองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูงส่ง ให้คิดในเชิงบวกและเชิงรุก ส่วนการปฏิรูปวิธีทำนั้นต้องคิดให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวคือ เป็นธุรกิจที่มีคุณภาพ เป็นธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล เป็นธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม และเป็นธุรกิจที่มีกิจการเพื่อสังคม

 ทพ.กฤษดา เรืองอารีรัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญจากที่มองผลกำไร ต้องหันมาเป็นตัวขับเคลื่อนสังคม เช่น อังกฤษ มองเรื่องบทบาทธุรกิจใหม่เพื่อพัฒนาสังคม การสำรวจล่าสุดมีองค์กรเหล่านี้ถึงกว่า 2 หมื่นองค์กร หากเทียบเท่ากับประเทศไทยเกือบเท่ากับงบปี 2553 ทำทั้งเรื่องการเกษตร สุขภาพ การศึกษา การผลิตสื่อเพื่อสังคม สำหรับประเทศไทยอยากเสนอว่า การทำธุรกิจต้องทำและรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น เป็นธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ โดยหนึ่งองค์กรรับผิดชอบดูชุมชนรอบตัวเอง และองค์กรใหญ่ๆ ก็สามารถพัฒนาสังคมโดยสร้างผลกำไรไปพร้อมกับการพัฒนาประเทศได้

 เอกชนชี้คอรัปชั่นบั่นทอนสังคม

 ด้านผู้นำภาคธุรกิจต่างแสดงความพร้อมในการทำงานร่วมกันเพื่อร่วมปฏิรูปประเทศภายใต้แนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคม โดยนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกันที่ต้องการร่วมปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจัง จึงมีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกันได้ ซึ่งในส่วนของหอการค้าจะเน้นการทำธุรกิจไปพร้อมๆ กับการทำงานเพื่อสังคมเพื่อทำให้ประเทศชาติอยู่ต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนจะต้องทำแผนพัฒนาเป็นของตัวเอง

 นอกจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าปัญหาคอรัปชั่น เป็นตัวบั่นทอนสังคม และสร้างความแตกแยกภายในประเทศ ซึ่งหอการค้าไทยได้ให้หอการค้าต่างประเทศในไทย ทำข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา "ผมว่าสังคมต้องเริ่มจากการชื่นชมยกย่องคนดี และเหยียดหยามคนโกง ต่อไปต้องเลิกยกมือไหว้หรือให้ความเคารพคนโกง"

 นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาธุรกิจต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดการทำงานธุรกิจเพื่อสังคมหรือประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานเดียว เพราะไม่ใช่กระบวนการระยะสั้น แต่ต้องอาศัยภาคประชาชน และรัฐบาลเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ทั้งนี้ ประเด็นที่สภาอุตสาหกรรมเคยได้นำเสนอไปแล้วคือ การที่จะนำอุตสาหกรรมเข้าสู่ท้องถิ่น โดยการนำตลาดเทคโนโลยีต่างๆ เข้าสู่ท้องถิ่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การทำให้มีหลักธรรมาภิบาล การดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงมายังภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยไปอย่างต่อเนื่อง

 ใช้ธุรกิจการเงินเพิ่มสุขให้สังคม

 ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจการเงินเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างทุกข์และสุขให้แก่สังคมได้ แต่ยังไม่เคยมีการคำนวณว่าสุขหรือทุกข์ที่สร้างโดยธุรกิจการเงินอันไหนมาน้อยกว่ากัน แต่โจทย์ก็คือทำอย่างไรที่จะเพิ่มสุข ซึ่งอยากเห็นประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ

 ทั้งนี้ แนวทางการสร้างธุรกิจการเงินที่จะสร้างความสุข ต้องมีแนวคิดชัดเจน มีการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ 1.มีระบบกฎหมายที่ดี พอประมาณ ชัดเจน เป็นธรรม ปฏิบัติได้ สร้างคุณค่า มีระบบติดตาม ไม่หยุมหยิม เสมอภาค ให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งไทยมีความท้าทายเรื่องบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างมาก 2.กลไกตลาด ที่ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีระบบสนับสนุนที่ดี และกลไกของรัฐต้องเข้ามามีส่วนช่วย 3.จริยธรรม ทั้งการเสียภาษี การให้การศึกษา สร้างความน่าเชื่อถือที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎหมาย กำจัดการติดสินบน การค้ายาเสพติด และการผิดศีลธรรมด้านอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาคธุรกิจเอกชน และภาครัฐเพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจเพื่อสังคมต่อไป

 นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องเข้าไปสร้างสมดุลธรรมชาติกับการท่องเที่ยว หากปล่อยอยู่อย่างนี้ สุดท้ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็จะไม่ยั่งยืน ไม่มีใครหวงแหนแหล่งท่องเที่ยวนั้นเลย ซึ่งเรื่องความรักชาติ ความภูมิใจในชาตินั้น สภาจะเข้าไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนให้มีการศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ต้องสร้างระบบรับรองคุณภาพมาตรฐาน ปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ สุดท้าย คือเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในทุกระดับ โดยส่งเสริมเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การปฏิรูปคงเป็นจุดมุ่งหมายในการเดินไปข้างหน้า แต่สุดท้ายต้องมาร่วมคิดด้วยกัน