ข่าว

แม้วพลิกยุทธวิธี "กินช้างทีละคำ"

แม้วพลิกยุทธวิธี "กินช้างทีละคำ"

08 ก.ค. 2553

หากถอดรหัสคำพูดของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้เหตุผลถึงการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ 19 จังหวัดแล้วน่าจะมีเพียงแค่ 2 ประเด็นที่รัฐบาลรู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม

 1.ยังมีกลุ่มที่ต้องการเคลื่อนไหวในระยะเวลาอันใกล้นี้

 2.การเตรียมเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "เอเชีย อัพเดท" ที่จะมาแทน "พีทีวี" ที่ก่อนหน้านี้ปลุกระดมคนเสื้อแดงมาชุมนุมที่เมืองหลวงอย่างได้ผล

 นั่นย่อมหมายความว่า ความสงบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นเพียง "ภาพลวงตา" อย่างที่ ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่าเอาไว้ ตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 แม้ว่า ทางรัฐบาลจะบอกว่า การจัดการกับเรื่องนี้ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่า จะเทน้ำหนักไปที่กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสียเป็นเรื่องหลัก

 จนเหมือนกับว่า หากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ยากที่ความสงบสุขจะเกิดขึ้น

 ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า ทั้ง 19 จังหวัดนั้น กลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวเหมือนถูกต้อนลงใต้ดิน เฝ้ารอจังหวะที่จะออกมาขับเคลื่อน

 เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อไหร่ โผล่ขึ้นมาเมื่อนั้น

 ขณะเดียวกัน ถ้าหากทีวีเสื้อแดงกลับมาออกอากาศได้อีกครั้ง การสะสมกำลังก็จะต้องเกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งชุมนุมตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม

 แต่ครั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงกลับคาดการณ์ว่า การขยับเคลื่อนไหวนั้นน่าจะรวมพลกันได้ราวต้นปีหน้า

 ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะนับจากนี้ไปอีก 3 เดือน ต้องไปวัดใจอีกครั้งว่า รัฐบาลจะต่ออายุกฎหมายฉุกเฉินฉบับนี้ต่อไปอีกหรือไม่

 แต่ที่คาดว่าเป็นต้นปีหน้านั้นเพราะฝ่ายทางนี้ก็ต้องประเมินศักยภาพ และพัฒนาการของตนเอง...โดยเฉพาะเรื่อง "แนวคิด" ที่ในระดับ "แกนนำ" จะต้องถูกจัดตั้งกันขึ้นมาใหม่ และในวันนี้ผู้ที่คาดว่าจะก้าวขึ้นมา ก็ยังไม่ตกผลึก

 ส่วนแกนนำคนเก่ารุ่นแรกนั้น อาจเป็นเพราะขึ้นเวทีมากเกินไปจึงทำให้เกิด "ผลข้างเคียง" เพราะกลายเป็นว่า พยายามไปครอบงำความคิดของคนเสื้อแดงโดยไม่รู้ตัว

 ผลเสียก็คือ การกำหนดยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ ผิดเพี้ยนไปจากที่มีการวางเอาไว้

 ผลลัพธ์ก็คือความพ่ายแพ้ครั้งที่สอง

 ว่าที่แกนนำ นปช.รุ่นต่อไปที่โจษขานกันมาโดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะยินยอมหรือไม่ ก็คือ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด

 คนที่ 2 ก็คือ สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

 ส่วนคนอื่นที่ดูจะ "เข้าตา" นั้น การข่าวระบุเพียงว่าเป็น "นักวิชาการ" ที่เดินทางนี้อยู่แล้ว

 อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนการนำ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะแกนนำเดิมยังถ่างขาขวางอยู่ ยกเว้นว่า อยู่ในสภาพ "น้ำล้นถ้วย" เติมอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 เพราะต้นปีหน้า หากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่สำเร็จ เป้าหมายเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเร็ววันก็คงจะหลุดลอยออกไป และเมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

 แต่เป้าหมายของ ทักษิณ ชินวัตร ในวันนี้ก็คือ การกำชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ให้ได้ เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้การกลับคืนประเทศไทยได้อย่างไร้มลทิน

 เพราะในวันนี้ ไม่ต้องถามว่า คนพร้อมไหม...

 เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึง ต่อให้ ศอฉ.อายัดบัญชีมากกว่านี้ ก็ไม่ยี่หระ เลือกตั้งเมื่อไหร่ ไหลมาเทมาไม่ขาดสาย

 นี่คือการปรับยุทธวิธีจากการวาทะกรรม "ไพร่" มุ่งโค่น "อำมาตย์" เพราะยุทธวิธีที่ว่านั้น ต้องมีการเคลื่อนไหว และหลีกเลี่ยงไม่พ้นการปะทะ

 ยุทธวิธีใหม่ที่ระดับวงในใกล้ชิดตกผลึกแล้วก็คือ วิธี "กินช้างทีละคำ"

 การมุ่งโค่นอำมาตย์ก็ไม่ต่างจากล้มช้างด้วยกำลังเพียงน้อยนิด นอกจากไม่สำเร็จแล้วยังอาจบาดเจ็บจากพละกำลังมหาศาลของช้าง

 แต่การค่อยๆ เจาะ ค่อยๆ กินทีละคำ กว่าช้างจะรู้ตัวก็อาจสายเกินแก้ ...อ่อนแรงและล้มได้โดยไม่รู้ตัว!

 อย่าว่าแต่ในขณะนี้ ศอฉ.และรัฐบาลเองถึงจะมีอำนาจทหารก็จริง แต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง โอกาสที่รัฐบาลจะชนะการเลือกตั้ง หากเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เป็นไปได้ยาก

 อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านความมั่นคง ยังเตือนไว้ว่า ถึงแม้จะคาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่น่าจะเป็นต้นปี แต่ก็วางใจไม่ได้ในเดือนตุลาคมนี้ เพราะเป็นช่วงที่งบประมาณผ่านสภาพอดี

 “ไม่มีใครอยากให้เกิดครั้งที่ 3 ครั้งนี้จึงระมัดระวังกันอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งการที่เราคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ทั้งที่ทราบว่าจะมีแรงกดดันจากบางฝ่าย เราก็ทำเพื่อพยายามให้มันเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีความสงบในบ้านเมือง”

 แม้นายกรัฐมนตรี จะให้เหตุผลเช่นที่ว่า และไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดือนพฤษภาคมอีก... แต่ผลข้างเคียงจากการใช้กฎหมายที่เกินจำเป็นมันก็อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดได้เช่นกัน

 

ศรุติ ศรุตา