
ทางเลือกที่เหมาะสม
คณะรัฐมนตรีได้ตัดสินใจเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 23 คือนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล และได้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนแรก ที่มาตามกฎหมายแบงก์ชาติฉบับแก้ไขใหม่ คือพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2551 ในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม แม้จะเกิดความรู้สึกรักพี่เสียดายน้อง เพราะผู้ที่เหมาะสมอีกคนคือนายบัณฑิต นิจถาวร ซึ่งถือว่าเป็นลูกหม้อของธนาคารแห่งประเทศไทย มีประสบการณ์ แต่ถ้ามองถึงภาพรวมแล้ว ยังมีประสบการณ์หลากหลายน้อยกว่านายประสาร ซึ่งได้ทำงานด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และภาคธนาคารพาณิชย์ ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีแนวคิดดี ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
ดังจะเห็นจากงานที่เคยทำในสภาพของผู้นำนิสิต นักศึกษา ด้วยความน่าเชื่อถือ นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการการเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยุคนี้ต้องสามารถมีความน่าเชื่อถือ สามารถคานกับฝ่ายการเมืองโดยอาศัยหลักการแห่งความถูกต้อง เห็นแต่ผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยไม่มุ่งรับใช้นโยบายการเมืองมากเกินไป จนเสียหลักการด้านการเงิน การคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายการบริหารเศรษฐกิจในยุคที่รัฐบาลมุ่งนโยบายประชานิยม ใช้จ่ายเงินโดยขาดประสิทธิภาพ
นอกจากนั้น ยังต้องระวังเสถียรภาพของค่าเงินบาท ธุรกิจการค้าต่างประเทศ และความมั่นคงโดยรวมของเศรษฐกิจของประเทศได้ และจะเป็นที่น่าเสียดาย เสี่ยงกับหายนะของบ้านเมือง หากคณะรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกบุคคลอื่นนอกเหนือจาก 2 คู่ชิงนี้ เพราะมีประวัติไม่เหมาะสม มีเงื่อนงำในการรับใช้การเมืองจนบ้านเมืองเสียหายเดิมการแต่งตั้งผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะเลือกเอาจากลูกหม้อที่เป็นรองผู้ว่าฯ หรือข้ามฟากมาจากกระทรวงการคลัง แต่ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ ตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติเปิดกว้าง ใช้วิธีสรรหาจากผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีคณะกรรมการคัดเลือก กลั่นกรอง ตัดตัวให้เหลือไม่น้อยกว่า 2 คน ส่งไปให้รัฐมนตรีคลังเลือกว่าจะเอาใคร
กฎหมายแบงก์ชาติฉบับแก้ไขใหม่นี้ ยังกำหนดว่า หากมีเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่วิกฤติการณ์ เศรษฐกิจ แบงก์ชาติต้องรายงานต่อรัฐมนตรีคลัง หรือรัฐมนตรีคลังอาจขอให้รายงานพร้อมทั้งให้ทำแผนแก้ไขให้ทราบด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้ว หรือสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินจนหมดตัวแล้ว จึงค่อยแจ้งให้ทราบ ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นในยุคที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ และความรู้ด้านเศรษฐกิจถูกชักนำโดยผู้ทำงานรับใช้นักการเมือง และแสวงหาผลประโยชน์ จนประเทศแทบลมสลาย สร้างวิกฤติไปเกือบทั้งโลก ดังนั้นจึงหวังว่าผู้ว่าฯ คนใหม่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักกฎหมายใหม่นี้ ยังห้ามผู้ว่าการแบงก์ชาติและผู้บริหารมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีผู้ว่าการแบงก์ชาติขอกู้เงินจากธนาคารซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน เหมือนในอดีตรัฐมนตรีคลังยังปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติได้เหมือนเดิม เพียงแต่ต้องมีเหตุผลที่สามารถชี้แจงได้ชัดเจนใน 2 กรณีคือ ทุจริต และบกพร่องในหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถอย่างร้ายแรง



