
อัศวินส่งมอบคดี"อ้อ-อ้าย"จ้างบึ้มภท.ให้ดีเอสไอ
อัศวิน ส่งมอบ คดี อ้อ-อ้าย ให้ ดีเอสไอ แล้ว เผยออกหมาย 7 คน จับได้แล้ว 3 คน เหลืออีก 2 คือ อ้วน-สำราญย้ำผู้ต้องหายอมรับพบ พายัพ-ดีเจอ้อม แต่ไม่พบ กี้ร์-สุภรณ์ โยน ก.ตปท.ไล่บี้ส่งตัวพายัพ-ดีเจอ้อม "ธาริต"เผย"อ้อ"โยน"อ้าย"เป็นคนจดสูตร เตรียม
ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี วันที่ 7 ก.ค.พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. กล่าวกรณีการขยายผลสอบสวนคดีนางวริศรียา บุญสม หรืออ้อ และนายกอบชัย บุญปลอด หรืออ้าย ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยว่า อยากให้ไปถามนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะอำนาจการสอบสวนไปอยู่ที่ดีเอสไอแล้ว ตำรวจไม่มีอำนาจในการสอบสวนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะได้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า เดิมทีที่ออกหมายอยู่ 7 คน จับได้ 3 คน เมื่อวานจับได้อีก 2 เหลือออกหมายจับอีก 2 คน ก็คือยังเหลืออ้วนและสำราญ ซึ่งตำรวจพยายามติดตามตัวอยู่ เชื่อว่าจะได้ตัวและไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจะออกหมายจับเพิ่มเติมหรือไม่นั้นไม่สามารถตอบได้ ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้ข้อมูลเพิ่ม
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประสานงานกับประเทศกัมพูชาเพื่อส่งตัวคนอื่นกลับมาหรือไม่ ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดย นายพีระพงษ์ ณ ระนอง อธิบดีกรมอาเซียน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นผู้ต้องหาระบุหรือไม่ว่ามีแกนนำนปช.คนอื่นอยู่ที่กัมพูชาด้วย พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า เขาบอกได้พบเห็นพบปะพูดจากับนางกัญญาภัค มณีจักรหรือดีเจอ้อม นายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำกลุ่มนปช. และมีผอ.อีกคน แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นใคร ทั้งนี้ผู้ต้องหาไม่ได้พูดถึงว่าได้พบกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กับนายสุภรณ์ อัตคถาวงศ์เชื่อว่าเขาคงไม่เจอ ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนดีเจอ้อมและนายพายัพ ก็เป็นที่ต้องการตัวของทางการไทย แต่ทำไมกัมพูชาไม่ส่งตัวกลับมา พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะตนทำเฉพาะคดีอาชญากรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจ คนอื่นเป็นคดีการเมืองก็ว่ากันไป ต่างคนต่างแยกกันทำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ข้อมูลกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เข้าไปอยู่กัมพูชาว่ามีใครบ้าง ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นเรื่องลับ ขอสงวนไว้ก่อน แต่มีการประสานกันอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า อ้อ-อ้ายไม่เคยบอกว่าถูกเสื้อแดงหักหลัง พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ต้องไปฟังเทปที่เขาให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
"ธาริต"เผย"อ้อ"โยน"อ้าย"เป็นคนจดสูตร
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เปิดเผยถึงการสอบสวนคดีวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนพบสมุดบันทึกและโทรศัพท์มือถือส่วนตัว 3 เครื่อง ได้จากกระเป๋าสะพาย โดยนางวริศรียายอมรับว่าเป็นกระเป๋าถือและสมุดบันทึกของตนเอง แต่เมื่อเปิดอ่านสมุดพบสูตรการทำระเบิด นางวริศรียาให้การว่าเป็นลายมือของนายกอบชัย พนักงานสอบสวนจึงเข้าสอบปากคำซ้ำอีกครั้ง จนนายกอบชัยยอมรับว่าเป็นผู้จดสูตรระเบิดดังกล่าวจริง
หลังจากนี้จะขยายผลว่านายกอบชัยจดสูตรการทำระเบิดมาจากผู้ใด และจะตรวจสอบลายมือว่าเป็นลายมือของนายกอบชัยจริงหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายยังไม่ให้การซัดทอดถึงผู้อื่น นอกจากนี้อาจจะขอตัวนายกอบชัยไปทำแผนประกอบการรับสารภาพ เพื่อนำชี้ที่เกิดเหตุ เนื่องจากนายกอบชัยยอมรับว่า กลุ่มคนร้ายใช้บ้านพักของตนเองเป็นสถานที่ประกอบระเบิด
นายธาริต กล่าวอีกว่า สูตรระเบิดที่พบในสมุดบันทึกของผู้ต้องหา เป็นการผลิตระเบิดซัพพลายเออร์รายใหญ่ ไม่ใช่การระเบิดเล็กเช่นที่เกิดขึ้นข้างที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ส่วนกรณีที่อ้อ-อ้ายระบุว่า โรงแรมใน จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา มีแกนนำนปช.ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีก่อการร้ายของดีเอสไอไปหลบซ่อนอยู่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานขอให้ทางการกัมพูชาจับกุม และส่งตัวกลับมาให้ประเทศไทย
“สุเทพ”ชี้ยืดอายุพรก.ฉุกเฉินฯอ้างเหตุสถานการณ์ยังไม่สงบ
ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) กล่าวถึงความคาดหวังเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 61 ในวันที่ 7 ก.ค. ว่า สิ่งที่ตนคาดหวังคือ จะสามารถช่วยนายกรัฐมนตรีทำงานได้เต็มกำลังความสามารถ และพาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย ตามภาระหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายเท่านี้ตนก็พอใจแล้ว และคาดหวังว่าตนจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่มีความรักความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองและประเทศชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่อยากเห็นในทางการเมืองคืออะไร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตนอยากเห็นประเทศไทยเป็นเหมือนเดิมที่มีความสงบสุข ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันดิ แต่ต้องคิดว่าเราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ครม.มีมติให้คง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 19 จังหวัด และยกเลิก 5 จังหวัด จะทำให้การทำงานของศอฉ.มีความยากลำบากมากขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่างที่ตนได้เคยบอกแล้วว่า ศอฉ.ติดตามและประเมินสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่น่าไว้วางใจ ยังมีคนคิดร้ายต่อบ้านเมือง และดำรงความมุ่งหมายเหมือนเดิม คนที่เป็นหัวขบวน เป็นนายทุน ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เลยสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวต่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าหนักใจ ตนเชื่อว่าคนไทยไม่ปรารถนาที่จะเห็นการเผาบ้าน เผาเมือง เห็นการเอาอาวุธมาไล่ฆ่าฟันเจ้าหน้าที่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ ศอฉ.ติดตามและประเมินสถานการณ์มาโดยตลอด ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าควรจะต้องคง พ.ร.ก.ไว้อีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมั่นใจได้ ว่าไม่มีการยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนเข้าใจผิด หรือลุกขึ้นมาแสดงความโกรธเคืองด้วยข้อมูลที่ผิด ๆ และเราจะได้แก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาพื้นฐานในช่วงนี้ เป้าหมายใหญ่ก็เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เพื่อใครทั้งสิ้น
รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวต่อว่า เมื่อศอฉ.มีความเห็นเช่นนี้ และรายงานให้ ครม.ได้รับทราบ แต่ครม.ก็มีมุมมองของปัญหาอีกมุมหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับพวกเราที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติ ทั้งนี้ศอฉ.ถือเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ครม. ซึ่งเมื่อครม.มีมติอย่างไรแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วน 5 จังหวัดที่ครม.มีความเห็นให้ยกเลิกพ.ร.ก.นั้น ก็ได้มีการสอบถามข้อมูลจาก ศอฉ. ซึ่ง ศอฉ.ก็รายงานว่าทั้ง 5 จังหวัดนี้มีความเคลื่อนไหวและข้อกังวลน้อยกว่าจังหวัดอื่น ครม.จึงได้มีมติเช่นนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าการที่ครม.มีมติเช่นนี้เป็นการที่นายกรัฐมนตรีหักหน้า หรืองัดข้อศอฉ.จะทำให้การทำงานยากลำบากมากขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรที่นายกรัฐมนตรีจะมาหักหน้าตน หรือศอฉ. เพราะ ศอฉ.เป็นมือเป็นเท้าให้กับนายกรัฐมนตรี ถ้ามาหักก็เหมือนกับหักมือหักเท้าตัวเอง จะไปทำทำไม แต่นายกรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบมากกว่าตน และต้องมองรอบด้านมากกว่า ในขณะที่ตนมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย ในขณะที่นายกรัฐมนตรีต้องมองเรื่องอื่นอีก”
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีติงว่าไม่ควรเสพติดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปสอดคล้องกับมุมมองของบุคคลและองค์กรภายนอกที่ตำหนิคัดค้านการที่ศอฉ.คงพ.ร.ก.อย่างต่อเนื่อง รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า คิดว่านายกรัฐมนตรีเปรียบเปรย และเป็นคำพูดที่เปรียบเปรยว่าถ้าเราใช้ พ.ร.ก.นี้นานเกินไป จะทำให้เกิดความเคยชิน และเกิดความรู้สึกว่าเหมือนเสพติด ซึ่งจะทำให้เกิดความกังวลใจว่าหากไม่มี พ.ร.ก. จะทำอย่างไร เราทำเท่าที่มีความจำเป็นต้องทำเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการใช้พ.ร.ก.กันพร่ำเพรื่อ และกินระยะเวลานานเหมือนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนก็เป็นคนไทย เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา มีหัวใจเหมือนกับคนไทย ตนเริ่มเข้าอายุปีที่ 62 แล้วก็เตรียมตัวรีไทร์ ตัวเอง กลับไปทำงานให้กับครอบครัว และประชาชน ก็หวังที่จะเห็นบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ไม่ได้คิดบ้าอำนาจอะไร หรือคิดที่จะอยู่ในอำนาจ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไหร่นักกับการที่มาทำงานแบบที่ตนทำอยู่นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการขยาย พ.ร.ก.ออกไปอีก 3 เดือนนั้นไปสอดคล้องกับช่วงที่จะมีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ. รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า อย่าไปโยงกันมาก ตนเอาบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยเป็นหลัก ถ้าที่ไหนตนมั่นใจได้ว่าจังหวัดไหนไม่มีเหตุการณ์ คิดว่า ผวจ.และตำรวจดูแลได้ ตนก็จะยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบว่าในที่ประชุมครม.ท่านได้ประเมินว่าการชุมนุมของกลุ่มนปช.จะเกิดเร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น โดยอาจจะมาก่อนเดือน เม.ย.ปีหน้า นายสุเทพ กล่าวว่า เอาว่าเรื่องที่ตนรายงานครม.นั้นเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ได้ประมวลจากการข่าวและการติดตามสถานการณ์ ต้องขอบอกว่าเรากังวลใจจริง ๆ อย่างที่เคยบอกแล้วว่าคนที่บงการยังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ และยังขับเคลื่อนกระบวนการอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าในจังหวัดที่มีการยกเลิก พ.ร.ก.จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ถ้ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นก็ไปขอให้ ครม.ประกาศ พ.ร.ก.ใหม่ เราไม่มีทางเลือก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางการข่าวมีการรายงานการเคลื่อนไหวการฝึกอาวุธ อย่างที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้คนตกใจมากนัก แต่ขอบอกประชาชนว่าตนยังไม่ไว้วางใจในสถานการณ์
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการข่าวรายงานว่าการเคลื่อนไหวมีรูปแบบที่ชัดเจนอย่างไร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า มีความชัดเจนที่น่ากังวล
ผู้สื่อข่าวถามว่า 5 จังหวัดที่มีการยกเลิก พ.ร.ก.ไปจะมีมาตรการอื่นมาทดแทนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดและ ผวจ.ต้องทำงานมากขึ้น โดยใช้กฎหมายปกติด้วยความเข้มงวดมากขึ้น เมื่อถามต่อว่าผวจ.แต่ละจังหวัดที่มีการยกเลิก พ.ร.ก. เห็นด้วยกับการยกเลิก พ.ร.ก.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่ ทางจังหวัดได้มีรายงานมาถึงศอฉ.โดยผ่านกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในรายงานนั้นประสงค์ที่จะให้คง พ.ร.ก.เอาไว้
มาร์คยอมรับมีกลุ่มจ้องเคลื่อนไหวขู่ช่องเอเชียอัพเดทผิดกม.ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมีกลุ่มที่ต้องการจะเคลื่อนไหวในระยะเวลาอันใกล้ คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงื่อนไขที่จะใช้ในการเคลื่อนไหวด้วย ซึ่งเราพยายามที่จะดูแลให้ดีที่สุด โดยมีความพยายาม 2 ทางที่ทำควบคู่กัน คือ การบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนที่โน้มเอียงไปที่เรื่องความรุนแรง กับความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อไม่ให้ถูกชักนำมาเป็นเครื่องมือของคนที่ใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ยอมรับว่ายังไม่ง่ายที่จะสามารถเข้าถึงในการปรับทัศนคติของคนกลุ่มนี้ เพราะหน่วยงานที่เข้าไปทำเรื่องนี้ก็รายงานกลับมาว่ายังไม่ง่ายนัก และเป็นเหตุผลที่ต้องดึงภาคส่วนต่างๆเข้ามาช่วยกันทำมากขึ้น
ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจะเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมชื่อ “ เอเชีย อัพเดท ” นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูว่าถ้าสถานีโทรทัศน์เกิดขึ้นมาแล้วผิดกฎหมายก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อถามว่าคิดว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดปัญหาอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาพยายามที่จะเคลื่อนอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องการดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีกนั้น รัฐบาลทำได้เท่าที่มีอำนาจตามกฎหมาย เราคงไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้ ทั้งนี้บางครั้งบางเรื่องยังมีช่องโหว่ในทางกฎหมาย ซึ่งเราต้องพยายามหาทางแก้ไข สำหรับการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายนั้นไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะบางเรื่องเป็นอำนาจที่โดยหลักการไม่ได้อยู่กับรัฐบาลแล้ว แต่อยู่กับองค์กรอิสระ
“ไม่มีใครอยากให้เกิดครั้งที่ 3 ครั้งนี้จึงระมัดระวังกันอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งการที่เราคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ทั้งที่ทราบว่าจะมีแรงกดดันจากบางฝ่าย เราก็ทำเพื่อพยายามให้มันเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีความสงบในบ้านเมือง ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
แกนนำนปช.แดงเชียงใหม่เฮลั่นเปิดทีวี"เอเชีย อัพเดท"
นายศรีวรรณ จันทร์ผง แกนนำกลุ่มนปช.แดงเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "เอเชีย อัพเดท" โดยจะออกอากาศแพร่ภาพในรูปแบบเดียวกับสถานีพีเพิลแชแนลว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่ทราบเรื่องเลยว่าจะมีการเปิดสถานีโทรทัศน์ ไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารใดๆ เลย แต่หากมีการเปิดจริงก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดง ทราบถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ
ทั้งนี้ ตอนนี้ช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อสิ่งพิมพ์คนเสื้อแดง สถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมถึงวิทยุชุมชนทั่วประเทศถูกส่งปิดห้ามออกอากาศจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เหมือนถูกยัดเยียดข้อมูลให้รับข่าวสารได้เพียงด้านเดียว แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีว นายกรัฐมนตรีกลัวคนเสื้อแดง ถ้าหากเป็นประชาธิปไตยตามที่ได้มีการพูดต่อเนื่องเหตุใดต้องปิดช่องทางการสื่อสารของคนเสื้อแดงทั้งหมด
"เราเหมือนถูกปิดหูปิดตาหมด ต้องรับข้อมูลข่าวสารที่มาจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นการยัดเขียนข้อมูลให้ประชาชน ตอนนี้การติดต่อของเราก็ทำได้เพียงแค่การใช้โทรศัพท์พูดคุยกัน ติดต่อกันบ้างเท่านั้น และอาจมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่าง แต่ยังไม่ทิ้งจุดยืนเดิมคือการเรียกร้องประชาธิปตไย แต่ขณะนี้มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ และต่างคนต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ แต่จะไม่ทิ้งอุดมการณ์อย่างแน่นอน" นายศรีวรรณ กล่าว
นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลจะมีการดูแลเรื่องรายละเอียดการเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "เอเชีย อัพเดท" เป็นอย่างดีแล้ว เชื่อว่ามีกติกาควบคุมอยู่แล้ว หากมีการออกอากาศ ให้ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ก็จะมีการปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้วเหมือนเช่นพีทีวี หรือวิทยุชุมชนที่มีการใช้การปลุกระดมคนเสื้อแดง จึงไม่มีความกังวล ผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนความเคลื่อนไหวในส่วนของเสื้อแดงเชียงใหม่ก็ยังมีสิ่งบอกเหตุหลายประการจึงต้องมีการเสนอต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าว



